Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ยักษ์ดำมืด

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ยักษ์ดำมืด

การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นสาขาหนึ่งในวิชาดาราศาสตร์ที่ได้รับความสนใจที่สุดในยุคนี้ เพราะดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลกของเราอาจนำไปสู่การตอบคำถามสำคัญที่ว่าสถานที่อื่นๆในเอกภพมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่

ทว่ายิ่งนักดาราศาสตร์ศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะก็ยิ่งพบว่าดาวเคราะห์ที่แตกต่างจากโลกโดยสิ้นเชิงกลับมีรายละเอียดที่ไม่ธรรมดาและน่าสนใจอย่างมาก

ยกตัวอย่างล่าสุด เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้

ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย  Teo Mocnik แห่ง มหาวิทยาลัยคีล (Keele University)  สหราชอาณาจักร ตีพิมพ์การค้นพบลักษณะของดาวเคราะห์ประหลาดที่พื้นผิวของมันดูดกลืนแสงเข้าไปอย่างน้อยๆ 97% ส่งผลให้พื้นผิวของมันดำยิ่งกว่าถ่านเสียอีก โดยดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า WASP-104b เป็นดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่ที่มีมวลในระดับเดียวกับดาวพฤหัสบดี

ดาวพฤหัสบดีในระบบสุริยะของเรานั้นใหญ่กว่าโลก 11 เท่า และมีมวลมากกว่าโลกถึง 318 เท่า แต่ดาวเคราะห์ WASP-104b นั้นใหญ่กว่าดาวพฤหัสฯ 1.14 เท่า และมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสฯราว 1.2 เท่า

พูดง่ายๆว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีมวลมหาศาล และมีขนาดใหญ่มาก ที่สำคัญยังดำทะมึน

ดาวเคราะห์ยักษ์ดำดวงนี้อยู่ห่างจากโลกของเรา 466 ปีแสงไปทางกลุ่มดาวสิงโต (Leo Constellation)

ที่น่าสนใจคือ WASP-104b โคจรใกล้กับดาวฤกษ์ของมันมาก วงโคจรของมันห่างจากดาวฤกษ์ราว 4.5 % ของวงโคจรของดาวพุธกับดวงอาทิตย์) ส่งผลให้มันโคจรครบรอบทุกๆ 1.75 วัน! นั่นหมายความว่า 1 ปีบนดาว WASP-104b เท่ากับ 1.75 วันบนโลก ด้วยระยะวงโคจรที่ใกล้ขนาดนี้ทำให้มันได้รับความร้อนและพลังงานจากดาวฤกษ์มากเสียจนเมฆเบาๆถูกเป่าออกไปจนสิ้น เหลือแต่สารที่ทำให้ผิวของมันกลายเป็นสีดำมิด แต่ทีมนักดาราศาสตร์อธิบายว่าทฤษฎีแล้วหากเข้าไปใกล้ๆแล้วมองด้วยตาจริงๆมันอาจเป็นสีออกม่วงเข้มมากกว่าดำเนื่องจากมันได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์ในปริมาณที่สูงมากจนอาจมีการแผ่รังสีออกมาได้

ทีมนักดาราศาสตร์ศึกษาค่าการสะท้อนแสงของพื้นผิวที่เรียกว่า อัลบีโด (Albedo) แล้วพบว่าพื้นผิวของมันมีค่า อัลบีโดอย่างมากก็ 0.03 ซึ่งหมายความว่าแสงที่ตกกระทบมันจะสะท้อนออกมาเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งดูดกลืนแสงไปมากกว่าถ่านซึ่งมีค่าอัลบีโดเป็น  0.04  (ส่วนหิมะนั้นมีค่าอัลบีโด  0.9 นั่นหมายความว่าหิมะจะสะท้อนแสงได้มากถึง 90% ของแสงที่ตกกระทบ)

หลักการตรวจจับดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่ต่างจากการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมาก นั่นคือ การผ่านหน้า (Transit) กล่าวคือ กล้องโทรทรรศน์จะตรวจจับว่าแสงจากดาวฤกษ์ เมื่อพบดาวเคราะห์เหล่าเคลื่อนผ่านหน้าแสงสว่างจากดาวฤกษ์จะลดความสว่างลงเล็กน้อย โดยกล้องโทรทรรศน์ที่ค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า WASP ย่อมาจาก Wide Angle Search for Planets ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่มุ่งเน้นมองหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั่วท้องฟ้า ปัจจุบันกล้อง WASP ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะไปแล้วร่วมสองร้อยดวง

กล้องโทรทรรศน์ WASP ค้นพบดาวเคราะห์ WASP-104b ในปี ค.ศ.  2014 ต่อมากล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ขององค์การนาซาได้หันไปส่องระบบดาวดวงนี้เพื่อเก็บข้อมูลละเอียดๆมาให้นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์ต่อจนพบว่ามันมีสีดำ  ทว่าในตอนนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์กำลังจะปลดระวางแล้วเพราะเชื้อเพลิงใกล้จะหมดเต็มที แต่ก็ไม่น่ากังวลเพราะเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมานี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะต่อไป

แม้ว่าโลกใบใหม่ของเรา และสิ่งมีชีวิตโลกอื่นจะยังไม่ถูกค้นพบในเร็ววันนี้

แต่ในระหว่างนี้พวกเราก็ยังได้ตื่นตะลึงในความแปลกประหลาดและหลากหลายของพิภพอื่นๆอย่างดาวเคราะห์ยักษ์สีดำมิดเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน

 

บทความโดย  อาจวรงค์  จันทมาศ

อ้างอิง

https://arxiv.org/pdf/1804.05334.pdf

https://www.newscientist.com/article/2167030-distant-jupiter-like-world-may-be-the-darkest-planet-ever-found/

Date

พฤษภาคม 7, 2018

Category

STEM NEWS