Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบห้องลับในมหาพีระมิดแห่งอียิปต์ด้วยรังสีคอสมิก

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบห้องลับในมหาพีระมิดแห่งอียิปต์ด้วยรังสีคอสมิก

มหาพีระมิดเป็นพีระมิดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในบรรดาพีระมิดของอิยิปต์ที่ยังหลงเหลือมาจากอารยะธรรมยุคโบราณ ถูกสร้างโดยฟาโรห์คูฟู (หรืออีกชื่อหนึ่งว่า คีออปส์) ซึ่งปกครองอียิปต์ราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล วัสดุในการก่อสร้างพีระมิดนั้นทำมาจากหินทรายและหินแกรนิต  ในขณะที่พีระมิดอื่นๆนั้นตั้งอยู่บนห้องฝังพระศพใต้ดิน มหาพีระมิดนั้นกลับบรรจุห้องขนาดใหญ่เอาไว้ภายในหลายห้อง อาทิ ห้องโถงแห่งราชา (King’s Chamber) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโลงหินสลัก(stone sarcophagus), ห้องโถงราชินี (Queen’s chamber) และทางเดินลาดชันที่มีฝ้าเพดานสูงเรียกว่า ”แกรนด์แกลเลอรี” (Grand Gallery) ซึ่งห้องทั้งหมดเหล่านี้ถูกค้นพบในศตวรรษที่ 9และขุดค้นพบเพิ่มเติมโดยนักโบราณคดีชาวตะวันตกในสมัยศตวรรษที่ 19

อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีจำนวนหนึ่งยังสงสัยกันอยู่ว่ามีห้องอื่นๆที่ยังไม่ค้นพบอีกหรือไม่ หรือบางทีอาจมีห้องเก็บพระศพฟาโรห์ของจริงที่ยังไม่มีใครพบเลยก็ได้

เมห์ดิ ทายูบิ (Mehdi Tayoubi) ประธานสถาบันพิทักษ์มรดกด้วยนวัตกรรม(the Heritage Innovation Preservation institute) ในปารีส ก่อตั้งโครงการความร่วมมือที่เรียกว่า “Scan Pyramids” ซึ่งได้รับการดูแลโดยกระทรวงโบราณวัตถุของอียิปต์ และล่าสุดทางโครงการได้ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ต้องทำลายโครงสร้างหรือวัตถุใดๆเพื่อการค้นหาความลับของมหาพีระมิดนี้ โดยได้ใช้เครื่องตรวจจับอนุภาคมิวออนความละเอียดสูง

มิวออน (muons) เป็นอนุภาคที่เกิดขึ้นเมื่อรังสีคอสมิกจากนอกโลกพุ่งมาชนอะตอมในบรรยากาศระดับสูง ทุกๆนาทีจะมีมิวออนตกลงมายังพื้นโลกประมาณ 10,000อนุภาคต่อตารางเมตร

เดิมทีเครื่องตรวจจับมิวออนความละเอียดสูงถูกพัฒนาไว้ใช้ในเครื่องเร่งอนุภาค ต่อมามีการนำมาใช้วิเคราะห์โครงสร้างภายในของภูเขาไฟ รวมถึงใช้ในการศึกษาความเสียหายของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเมืองฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคมปีค.ศ. 2015 คุนิฮิโระ โมริชิมา (KunihiroMorishima)นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยนาโกยาประเทศญี่ปุ่นและเพื่อนร่วมงานของเขาได้ติดตั้งเครื่องตรวจจับมิวออนภายในห้องโถงราชินี แล้วพบว่ามิวออนที่ตกผ่านพีระมิดจากด้านบนจะถูกดูดซับออกไปบางส่วนด้วยหินในพีระมิด ดังนั้นถ้ามีช่องว่างใดๆภายในพีระมิด นักฟิสิกส์จะสามารถมองหาตำแหน่งของมันได้จากการตรวจจับจำนวนมิวออนที่มีมากกว่าปกติ

อีกไม่กี่เดือนต่อมาทีมนักฟิสิกส์อีกสองทีมได้ตามเข้าไปติดตั้งเครื่องตรวจจับมิวออน ได้แก่ทีมจาก High Energy Accelerator Research Organization (KEK)จากเมืองทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น และthe ไว้ทั้งภายในและภายนอกพีระมิด ผลปรากฏว่า ทั้งสามทีม(รวมถึงทีมแรกจากนาโกยา)เจอช่องว่างขนาดใหญ่เหนือตำแหน่งทางเดินแกรนด์-แกลเลอรีในจุดเดียวกัน โดยที่ว่างดังกล่าวมีความยาวอย่างต่ำ 30 เมตร

เหล่านักฟิสิกส์ที่ค้นพบกล่าวว่า ห้องที่เป็นช่องว่างนี้อาจวางในแนวนอนหรือแนวเฉียงก็ได้ หรืออาจจะประกอบไปด้วยสองพื้นที่ย่อยๆก็ได้ จุดประสงค์การสร้างและใช้งานของห้องนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด บางทีมันอาจจะเป็นทางเดินแกรนด์-แกลเลอรีอีกทางก็เป็นไปได้

ไอดาน ดอดสัน (Aidan Dodson) ผู้เชี่ยวชาญโบราณวัตถุของอียิปต์แห่งมหาวิทยาลัยบริสทอล สหราชอาณาจักรฯ กล่าวว่า “พื้นที่นี้ไม่น่าจะเป็นที่ฝังพระศพฟาโรห์ เนื่องจากมีห้องฝังพระศพที่มีโลงหินสลักอยู่แล้ว” เขาคาดว่าพื้นที่นี้น่าจะเป็นห้องโครงสร้างถ่ายน้ำหนัก(Relieving Chamber)ซึ่งมีหน้าที่ในการลดทอนน้ำหนักของหินที่กดทับลงมาเหนือส่วนของแกรนด์-แกลเลอรี่ (Grand Gallery) เช่นเดียวกับโครงสร้างถ่ายน้ำหนักที่พบในพีระมิดของฟาโรห์สเนเฟรู (Sneferu) พระบิดาของฟาโรห์คูฟู ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองไมดัม (Meidum) พื้นที่อีกแห่งที่มีพีระมิดในประเทศอียิปต์ แต่โคลิน รีดเดอร์ (Colin Reader)นักธรณีวิทยาอิสระและวิศวกรจากเมืองลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักรฯ ผู้ซึ่งได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพีระมิดในประเทศอียิปต์ ชี้ให้เห็นว่าห้องใหม่ที่ค้นพบนั้นอยู่ไกลจากแกรนด์-แกลเลอรี่มากเกินไปที่จะทำหน้าที่ลดทอนน้ำหนัก นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าถ้าแกรนด์-แกลเลอรี่เป็นห้องทางเดินที่นำไปสู่ห้องโถงแห่งราชาห้องนี้ก็น่าจะนำไปสู่ห้องอื่นที่อยู่สูงขึ้นไปอีก

ทายูบิ กล่าวว่าแผนถัดไปของเขา คือการสแกนพีระมิดคาเฟร (Khafre) หรืออีกชื่อคือพีระมิดของเชฟเฟรน(Chephren’s Pyramid) ซึ่งเป็นพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอียิปต์ โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ทีมของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล หลุยส์ อัลวาเรซ(Luis Alvarez) ดำเนินการสำรวจพีระมิดแห่งนี้ด้วยเครื่องตรวจจับอนุภาคมิวออนที่เรียกว่าสปาร์ก แชมเบอร์ (Spark Chamber) และได้บันทึกข้อมูลรังสีคอสมิกนี้ลงบนแถบแม่เหล็ก แต่ในครั้งนั้นไม่ได้มีการค้นพบห้องใหม่ แต่ทายูบิอยากลองสำรวจอีกครั้งเพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีในการตรวจจับได้ถูกพัฒนาขึ้นจากการสำรวจเมื่อครั้งก่อนมากแล้ว

บทความโดย  อาจวรงค์  จันทมาศ

แหล่งที่มา: https://www.nature.com/news/cosmic-ray-particles-reveal-secret-chamber-in-egypt-s-great-pyramid-1.22939

Date

พฤศจิกายน 7, 2017

Category

STEM NEWS