Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

ภาพเขียนผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปฝีมือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล!?

ภาพเขียนผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปฝีมือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล!?

ชื่อวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เรา คือ โฮโม เซเปียนส์(Homo sapiens)

แปลออกมาตรงตัวได้ว่า “มนุษย์ที่ฉลาด” เพราะนอกจากเราจะเดินและวิ่งสองขาได้อย่างคล่องแคล่วรู้จักใช้ไฟมีโครงสร้างภาษาที่ซับซ้อนแล้วเรายังมีทักษะอีกประการหนึ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าไม่มีในมนุษย์สายพันธุ์อื่นๆนั่นก็คือศิลปะ

ความคิดเชิงนามธรรมและเชิงสัญลักษณ์อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างงานศิลปะจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีระบบประสาทและสมองที่มีพัฒนาการซับซ้อนเพียงพอมารองรับการค้นพบหนึ่งในชิ้นงานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดที่สร้างสรรค์โดยเผ่าพันธุ์โฮโม เซเปียนส์คือก้อนดินเหนียวแกะสลักเป็นเส้นตรงแนวทแยงหลายเส้นตัดกันอายุกว่า 77,000 ปีในแอฟริกาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่ารุ่งอรุณแห่งสติปัญญาของมนุษยชาติได้มาถึงแล้วในที่สุด

ทว่าเผ่าพันธุ์ของเราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวก่อนหน้านี้เคยมีมนุษย์โบราณอีกหลายสายพันธุ์เดินท่องไปทั่วทวีปแอฟริกาอันเป็นอู่กำเนิดของมวลมนุษย์หนึ่งในสมาชิกของวงศาคณาญาติที่ใกล้ชิดกับพวกเรามากที่สุดมีดีเอ็นเอใกล้เคียงกันถึง 99.7% ก็คือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) ที่เพิ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อ 40,000 ปีที่ผ่านมา

หลักฐานจากโครงกระดูกที่พบได้ทั่วไปในดินแดนยุโรปและเอเชียทำให้นักบรรพมานุษยวิทยาคาดการณ์ได้ว่ามนุษย์นีแดนเดอร์ทัลมีรูปร่างกำยำล่ำสันและตัวเตี้ยกว่ามนุษย์ปัจจุบันหน้าผากมีโหนกใหญ่คำนวณปริมาตรสมองออกมาได้ราว 1,300-1,600 ลูกบาศก์เซนติเมตรใหญ่กว่าสมองมนุษย์H. sapiensซึ่งมีปริมาตร 1,250-1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้นแต่ในหมู่นักมานุษยวิทยาก็ไม่ได้ยอมรับว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีสติปัญญาทัดเทียมมนุษย์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงอีกครั้งเมื่อวารสาร Science ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมศาสตราจารย์เดิร์กแอลฮอฟฟ์มานน์ (Dirk L. Hoffmann) จากสถาบันมักซ์พลังค์มานุษยวิทยาเชิงวิวัฒนาการ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ซึ่งแสดงหลักฐานว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเองก็สามารถสร้างงานศิลปะได้

ตามหาคนมือบอนยุคก่อนประวัติศาสตร์

ทีมวิจัยออกสำรวจศิลปะบนผนังถ้ำในประเทศสเปนสามแห่งได้แก่ถ้ำลาปาเซียกา (La Pasiega) ถ้ำมัลตราเบียโซ (Maltravieso) และถ้ำอาร์ดาเลส (Ardeles) ซึ่งแต่ละแห่งตั้งอยู่ห่างกันกว่า 700 กิโลเมตร

ศิลปะบนผนังถ้ำลาปาเซียกาปรากฏเป็นรูปเส้นตรงที่มีขีดขวางหลายแห่งคล้ายบันไดนอกจากนี้ยังมีภาพสัญลักษณ์แทนสัตว์ที่ไม่สามารถระบุชนิดได้อยู่ด้วยซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นผลงานของมนุษย์อีกยุคถัดมาที่เดินทางมาแต่งเติมในภายหลังส่วนผนังถ้ำมัลตราเบียโซพบเป็นศิลปะภาพพิมพ์มือฉลุ (hand stencil) ซึ่งเกิดจากการวางมือลงไปบนผนังถ้ำแล้วใช้สีพ่นหรือทาทับในขณะที่ถ้ำอาร์ดาเลสพบสีแดงป้ายอยู่บนหินย้อย

แอลิสแตร์ไพก์ (Alistair Pike) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน (University of Southampton) ประเทศอังกฤษกล่าวว่าเรายังไม่สามารถล่วงรู้ความหมายของชิ้นงานเหล่านี้ได้แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจและไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้าเพราะบรรดาผู้สร้างผลงานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ต้องจุดคบเพลิงเดินทางฝ่าความมืดพร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์และสีเข้ามาเพื่อทำงานศิลปะโดยเฉพาะ

ถ้ำทั้งสามแห่งเป็นถ้ำหินปูนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ละลายเข้ามาในหยดน้ำฝนจนฝนมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆซึ่งจะซึมผ่านผนังถ้ำแล้วละลายหินปูผนังถ้ำออกมาด้วยเล็กน้อยเมื่อน้ำไปจะทิ้งผลึกแร่แคลไซต์จับตัวกันอยู่ตามผนังถ้ำนอกจากนี้น้ำยังพาธาตุยูเรเนียมซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีมาฝังตัวอยู่ด้วย

ธาตุยูเรเนียมจะใช้เวลาสลายตัวไปเป็นธาตุทอเรียมด้วยอัตราคงที่ทีมนักวิจัยจึงสกัดตัวอย่างแร่แคลไซต์ออกมาตรวจวัดปริมาณธาตุดังกล่าวแล้วนำมาเทียบกับปริมาณธาตุยูเรเนียมที่พบในแหล่งน้ำยุคปัจจุบันเพื่อคำนวณหาอายุภาพศิลปะอันล้ำค่าเหล่านี้ผลการวิเคราะห์พบว่าศิลปะบนผนังถ้ำทั้งสามแห่งมีอายุเฉลี่ยอย่างน้อย 64,800 ปีเหตุที่ใช้คำว่า “อย่างน้อย” เพราะต้องไม่ลืมว่าทีมนักวิจัยไม่ได้ตรวจวัดอายุภาพศิลปะโดยตรงแต่วัดจากชั้นแร่แคลไซต์ที่เกิดขึ้นทับภาพเขียนอีกที

แสดงว่าภาพเขียนบนผนังถ้ำดังกล่าวอาจมีอายุเก่าแก่กว่าตัวเลขที่ตรวจวัดได้จากเทคนิคนี้เสียด้วยซ้ำ!

ข้อมูลที่ได้ทำให้เราทราบว่าศิลปะผนังถ้ำชุดนี้มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกทำลายสถิติอายุภาพเขียนบนผนังถ้ำที่หมู่เกาะสุลาเวสีประเทศอินโดนีเซียและในแคว้นกันตาเบรีย (Cantabria) ประเทศสเปนที่เก่าแก่ 40,000 ปีไปโดยปริยาย

มนุษย์ยุคใหม่อย่างเราๆมีการอพยพออกจากแอฟริกาขึ้นเหนือสู่ยุโรปในช่วงเวลา 40,000-45,000 ปีก่อนนั่นหมายความเจ้าของผลงานภาพศิลปะผนังถ้ำชุดนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลผู้ซึ่งเข้ามาอาศัยล่วงหน้าเป็นแสนปี

ทักษะทางศิลปะของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยังได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานอีกชุดหนึ่งได้แก่ลูกปัดที่ทำมาจากเปลือกหอยเจาะรูพร้อมผงสีที่มีอายุเก่าแก่ถึง 115,000 ปีซึ่งขุดค้นได้จากถ้าอาบีโอเนส (Aviones) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศสเปน

ข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น

ในปีค.ศ. 1856 คนงานเหมืองหินปูนในหุบเขานีแอนเดอร์ (Neander Valley) ประเทศเยอรมันค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณซึ่งทุกวันนี้เราเรียกพวกเขาว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (H. neanderthalensis) แต่ครั้งหนึ่งมนุษย์สายพันธุ์นี้เคยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าH. stupidusซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “มนุษย์ที่โง่”

หลักฐานทางโบราณคดีมากมายยืนยันว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีพิธีกรรมในการฝังศพคนตายมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทำจากหินและรู้จักการใช้สมุนไพรเป็นยาแต่นักโบราณคดีบางกลุ่มก็ยังแสดงข้อกังขาในแง่ของการสร้างสรรค์งานศิลปะ

ศาสตราจารย์ ไคลฟ์ฟินเลย์สัน (Clive Finlayson) จากพิพิธภัณฑ์ยิบรอลตาร์ให้ข้อมูลว่าแม้วิธีการตรวจวัดอายุภาพเขียนนั้นไม่มีอะไรผิดพลาดแต่จากที่เขาทราบมาถ้ำทั้งสามแห่งไม่มีหลักฐานทางตรงที่แสดงให้เห็นว่าเคยมีมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอาศัยอยู่

นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑ์ประจำแคว้นกันตาเบรียโรแบร์โตอองตาญองเปเรโด (Roberto OntañónPeredo) กล่าวว่าสำหรับสิ่งของที่มีอายุอานามเก่าแก่ขนาดนี้เรายังไม่ควรรีบปักใจเชื่อว่าใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาถ้าไม่มีข้อมูลอื่นๆมาสนับสนุนมากเพียงพอ

ตอนนี้นักวิชาการยังคงต้องถกเถียงกันต่อไปด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอย่างจำกัดแต่ที่แน่ๆภาพจำที่เราเคยมีต่อมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลได้เปลี่ยนไปแล้วญาติสนิทของเราไม่ใช่มนุษย์ที่เดินงุ่มง่ามไปทั่วยุโรปอย่างไร้จุดหมายแต่ครั้งหนึ่งพวกเขาอาจเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บรรพบุรุษของเราทำไว้ในขณะที่ยังอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา

บทความโดย อาจวรงค์  จันทมาศ

เรียบเรียงจาก

http://www.bbc.com/news/science-environment-43115488

https://www.nature.com/articles/d41586-018-02357-8

http://science.sciencemag.org/content/359/6378/912

https://news.nationalgeographic.com/2018/02/neanderthals-cave-art-humans-evolution-science/

http://advances.sciencemag.org/content/4/2/eaar5255.full

Date

มีนาคม 26, 2018

Category

STEM NEWS