Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 6

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 6

บทความพิเศษ

Image 1เส้นทางพัฒนารองรับการขับเคลื่อนวงการอาชีวะไทยภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ”

วณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีบทบาทสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพที่ได้มาตรฐานและคุณภาพเพื่อสนองความต้องการของประเทศภายใต้แนวคิด “สานพลังประชารัฐ”  จึงได้วางแนวทางการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพทั้งครูและนักเรียนให้เป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการและมีค่าตอบแทนตามสมรรถนะจริง ผ่าน  4 โครงการหลักคือ

1. โครงการปรับหลักสูตร ปวช.’60 ปวส.’61 ซึ่งจะจัดการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบการเรียนรู้ผ่านทางโครงงาน (Project Based Learning: PBL) โดยเนื้อหาของหลักสูตรจะเกิดการระดมสมองของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพ สถานประกอบการ สมาคมองค์กรวิชาชีพ สถานศึกษา ศึกษานิเทศ ครูอาจารย์และครูฝึกในสถานประกอบการ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ดูแลเรื่องมาตรฐานและคุณภาพกำลังคน เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) คสช. เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรที่ได้จะต้องเป็นที่ยอมรับสอดคล้องกับมาตรฐานสถาบันวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงาน รวมถึงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยหลักสูตรดังกล่าวต้องรองรับความต้องการกำลังคนของประเทศและตลาดแรงงาน

2. โครงการ e-Portfolio เป็นการเปลี่ยนระบบการประเมินผลการทำงานของนักเรียนจากการให้คะแนนที่ผลลัพท์สุดท้ายมาเป็นการให้คะแนนโดยการพิจารณาองค์รวมของผลสัมฤทธิ์ โดยการประเมินสภาพจริงตั้งแต่การสร้างโครงงาน การทำโครงงาน การวิเคราะห์และนำเสนอผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงสมรรถนะที่แท้จริงของนักเรียนแต่ละคนซึ่งนักเรียนสามารถนำ e-Portfolio นี้ไปใช้สมัครงานได้ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนนำไปใช้ในการเทียบสมรรถนะของ คสช.และ กพร. รวมไปถึงการใช้เพื่อประเมินค่าตอบแทนในการทำงานอีกด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2561

3. โครงการครูเข้มแข็ง เป็นโครงการที่จะนำครูไปสร้างประสบการณ์ในสถานประกอบการจริง  ซึ่งจะส่งเสริมให้ครูได้นำเอาความรู้จากนวัตกรรมและการทำงานเชิงพาณิชย์รวมถึงหลักการบริหารจัดการของสถานประกอบการเข้ามาสอดแทรกในการเรียนการสอน รวมทั้งทำให้ครูสามารถพานักเรียนนักศึกษาทำงานได้จริง เพื่อช่วยเพิ่มทัศนคติที่ดีให้กับนักเรียนนักศึกษาที่มองว่าครูรุ่นเก่ามีทักษะสูงแต่มีแนวคิดที่ไม่ล้าสมัย

4. โครงการ Excellent Model School  เป็นการพัฒนาสถานศึกษาเฉพาะทาง โดยเน้นให้เป็นวิทยาลัยเน้นนวัตกรรมเชิงลึกระดับพรีเมี่ยมในแต่ละสาขาอาชีพ  เช่น วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุดเน้นผลิตสาขาปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์เน้นผลิตสาขาการค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาเฉพาะทางเกิดขึ้นแล้ว 46 สถานศึกษา เป็นเอกชน 14 สถานศึกษา รัฐบาล 32 สถานศึกษา ขณะเดียวกัน สอศ. กำลังคัดเลือกสถานศึกษาที่มีความพร้อมเพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าเอเชียแปซิฟิก 18 ประเทศ  โดยใช้การประเมินตามมาตรฐาน APACC เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในระดับสากล โดยมีเป้าหมายให้เกิดนวัตกร นักคิด นักวิเคราะห์ นักประดิษฐ์ และนักปฏิบัติระดับฝีมือชั้นสูง อันเปรียบเสมือนหัวจักรที่จะขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

การปูเส้นทางสายอาชีพของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาในประเทศไทยนี้ (Career Path) นอกจากจะทำให้เกิดการผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพแล้ว ยังเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ (Entrepreneur) อีกด้วย และยังส่งเสริมให้ครูมีความรู้ที่ทันสมัยและตระหนักถึงความสำคัญเชิงพาณิชย์ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสถานศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ความสำเร็จของแนวทางดังกล่าวจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐและเอกชน  โดยจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบครบวงจร นับตั้งแต่การเปลี่ยนค่านิยมของสังคมที่มักมองว่าอาชีวศึกษาเป็นตัวเลือกอันดับสองที่สำรองไว้สำหรับนักเรียนผลการเรียนไม่ดี เปลี่ยนค่านิยมการให้ผลตอบแทนในการจ้างงานที่ดูจากคุณวุฒิมาเป็นการพิจารณาสมรรถนะของนักเรียน  รวมถึงแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสถานประกอบการ ทั้งนี้ สอศ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการพัฒนากำลังคนสายอาชีพคาดหวังว่าโครงการสานพลังประชารัฐจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการของสถานประกอบการให้เดินหน้าไปอย่างมีทิศทางที่ชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น

ข่าวสารโครงการ Chevron Enjoy ScienceImage 2

นิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟสร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่ 10 อาชีพสะเต็ม


การพัฒนากำลังคนด้านสะเต็ม ให้มีทักษะทางการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา และมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ นับว่ามีความสำคัญอย่างมากในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยเหตุนี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมกับ สถาบันคีนันแห่งเอเซียจึงได้จัด โครงการ “Enjoy Science Careers: สนุกกับอาชีพวิทย์” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และทดลองสวมบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญใน 10 อาชีพสาขาสะเต็ม หรือ สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในสังคมไทย แต่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยจัดกิจกรรมในรูปแบบนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟมีนักเรียนและผู้ปกครองกว่า 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมตลอด 3 วันของการจัดกิจกรรม

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “โครงการ ‘Enjoy Science Careers: สนุกกับอาชีพวิทย์’ จะมีส่วนช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้มีความสามารถเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ เพราะการพัฒนากำลังคนในสาขาสะเต็มนั้นจะต้องวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็กให้พวกเขาเห็นว่าอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสนุกน่าสนใจ จนเกิดแรงบันดาลใจที่จะประกอบอาชีพในสาขานี้ต่อไปในอนาคต”

นางกรรณิการ์ วงศ์ทองศิริ รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดเผยว่า “โครงการฯ ได้คัดเลือก 10 อาชีพที่มีบทบาทสำคัญในอนาคตประกอบด้วย 1. นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม 2. นักคิดค้นยา 3. นักวิทยาศาสตร์การอาหาร 4. วิศวกรชีวการแพทย์ 5. นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง 6. นักนิติวิทยาศาสตร์ 7. นักปรับปรุงพันธุ์พืช 8. นักออกแบบผลิตภัณฑ์ 9. นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และ 10. นักออกแบบและสร้างภาพเคลื่อนไหว มาให้เยาวชนได้ทดลองสวมบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ และได้สนุกกับการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือจริงในการประกอบอาชีพ ทั้งยังได้พบปะกับบุคคลต้นแบบที่จะมาแนะแนวเส้นทางสู่การประกอบ 10 อาชีพสะเต็ม เพื่อให้เยาวชนสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพที่ชอบและเดินไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกทาง”

นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘Enjoy Science Careers: สนุกกับอาชีพวิทย์’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต’ ที่เชฟรอนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนส่งเสริมการศึกษาในสาขาสะเต็ม และส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุก ใกล้ตัว เกิดแรงบันดาลใจและความสนใจที่จะศึกษาต่อและประกอบอาชีพในสาขาสะเต็มต่อไปในอนาคต ซึ่งแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ สามารถทดลองสวมบทบาทอาชีพ และลงมือทดลองทำกิจกรรมนั้นเป็นที่นิยมในหลายประเทศ ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีกิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกและเรียนรู้แบบ Edutainment แต่ยังจำกัดอยู่ที่กรุงเทพฯ และต้องเสียค่าเข้าชม เชฟรอนจึงเห็นว่าโครงการนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมดีๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่เยาวชนทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”

นางสาววัชราพร ไพฑูรย์ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพฯ หนึ่งในเยาวชนที่ร่วมกิจกรรม เล่าว่า “หนูชอบนิทรรศการในวันนี้มาก เพราะได้มีโอกาสรู้จักกับอาชีพต่างๆ ในสาขาสะเต็ม ผ่านกิจกรรมการทดลองสนุกๆ หลายอย่าง ซึ่งหลายอาชีพหนูไม่เคยรู้จักมาก่อนหรือบางอาชีพก็เคยได้ยินแต่ไม่ทราบรายละเอียด สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือการได้พูดคุยกับบุคคลต้นแบบของอาชีพต่างๆ ซึ่งให้คำแนะนำและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในอนาคต โดยตัวหนูเองจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว จะนำความรู้และแรงบันดาลใจที่ได้รับไปใช้ในการเลือกคณะที่น่าจะปูทางวิชาการให้เราได้มีโอกาสได้ทำอาชีพที่ชอบและสนใจในอนาคต”

ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศได้สวมบทบาท10 อาชีพสะเต็ม นิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟนี้ จะนำไปจัดแสดงร่วมกับ “คาราวานวิทยาศาสตร์” ของ อพวช. ที่จะเดินทางไปจัดกิจกรรมทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีเยาวชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 100,000 คน

กิจกรรมล่าสุด

Image 3กิจกรรมค่ายวิชาการ STEM for TVET Camp 

ผู้บริหารโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต จัดประชุม*คณะกรรมการคัดเลือกหลักสูตร “STEM for TVET” เพื่อกำหนดทิศทางเสริมศักยภาพการอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยคณะกรรมการเห็นชอบให้นำหลักสูตรการเรียนการสอนนักเรียนอาชีวศึกษาภายใต้โครงการฯ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงกับทุกบริบทของประเทศไทย มีการฝึกอบรมผู้สอนเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งมีรูปแบบการพัฒนาครูบนระบบออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรแบบ one size fits all ที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทุกองค์กร โดยคณะกรรมการได้เลือกหลักสูตรของ It’s About Time ที่มีการพัฒนามาจากงานวิจัย ผ่านการทดลองใช้มาแล้วกับหลายโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นจนถึงปริญญาในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นหลักสูตรต้นแบบเพื่อนำมาใช้ในศูนย์อาชีวศึกษาของโครงการฯ พร้อมทั้งทำการสำรวจเสียงตอบรับจากนักเรียนก่อนจะนำหลักสูตรมาใช้จริง* คณะกรรมการ นำโดยสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สถาบันยานยนต์ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

กระตุ้นเยาวชนรุ่นใหม่ปั้นผลงานเพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ

โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวโครงการ “Enjoy Science: Young Makers Contest” ชวนนักเรียน-นักศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ในหัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ” ชิงทุนการศึกษาและทริปร่วมงาน  Maker Faire ในทวีปยุโรปและญี่ปุ่น รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนมีความสนใจในการประดิษฐ์สร้างสรรค์นวัตกรรมโดยใช้ความรู้ด้านสะเต็ม ขณะเดียวกันยังเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 15 ล้านคน หรือร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้สังคมไทยในอนาคตมีความต้องการการดูแลด้านสุขภาพมากขึ้น ไฮไลท์ผลงาน“เมกเกอร์” ที่เข้าร่วมแสดงในงาน อาทิ มือแขนกลเพื่อคนพิการ และวิชั่นเนียร์เครื่องช่วยคนตาบอดแยกธนบัตร/สีสัน /ยี่ห้อสินค้า

ข่าวสารสะเต็มศึกษา

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับ หลักสูตรการเรียนอาชีวศึกษาในสหรัฐอเมริกา


 จากความเห็นของผู้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางสู่ชนชั้นกลาง” แรนดี้ วายกาเทน ประธานสหพันธ์ครูอเมริกัน และนายสแตนลี่ ลิโท รองประธานฝ่ายประชาคมและธุรกิจองค์กรแห่งบริษัทไอบีเอ็ม ในเวบไซต์ US News & World Report ในเดือนธันวาคม ได้กล่าวถึงอิทธิพลของโปรแกรม TVET หรือ การอาชีวศึกษาด้านเทคนิคและการฝึกอบรม ที่มีผลต่อความสำเร็จของนักเรียน ดังเช่นกรณีของโมฮัมเม็ดและคนอื่นๆ ที่สามารถเป็นตัวอย่างให้แก่การพัฒนาการศึกษาในประเทศไทยได้

ลิลลี่ โมฮาเม็ด เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาด้านเทคนิคในสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบันเธอมีรายได้ต่อปีถึง 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ  2,459,485 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับรายได้ของผู้ที่จบการศึกษาจากวิทยาลัย แม้ว่าสังคมส่วนหนึ่งยังมีแนวคิดด้านลบเกี่ยวกับการเรียนอาชีวศึกษา  แต่การศึกษาทางด้านนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูง และมีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21

อาชีวศึกษาในสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นโปรแกรมชั้นสองที่มีไว้สำหรับนักเรียนด้อยโอกาสมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามในเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 โปรแกรม TVET สร้างโอกาสอันใหญ่หลวงในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้เป็นแรงงานที่มีความสามารถ ผู้เขียนยังได้กล่าวอีกว่า ทัศนคติด้านลบต่อโปรแกรม TVET นั้นตรงกันข้ามกับความเป็นจริงมาก แท้ที่จริงแล้ว โรงเรียนTVET ที่ดีจะสร้างโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงงานของชนชั้นกลางและทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การสร้างโปรแกรม TVET ที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากโปรแกรมดังกล่าวจะต้องอาศัยปัจจัยจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ผู้เขียนเน้นถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships : PPP) ให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของโปรแกรม TVET ความร่วมมือดังกล่าวนี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม เพราะว่าไม่มีใครรู้ความต้องการของภาคเอกชนดีไปกว่าภาคเอกชนผู้ซึ่งเป็นนายจ้างนั่นเอง

สหพันธ์ครูอเมริกันสนับสนุนความร่วมมือ PPP ผ่านแนวคิด “เส้นทางสู่ความสำเร็จ : Promising Pathways” ที่จะคอยเชื่อมโยงโปรแกรม TVET เข้ากับมหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่จำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และเป็นเส้นทางให้นักเรียนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนยังได้อ้างอิงถึงตัวอย่างของโรงเรียน Brooklyn P-TECH ซึ่งเป็นหนึ่งในการส่งเสริมการอาชีวศึกษา ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็ม, กรมการศึกษารัฐนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยซิตี้แห่งนิวยอร์ก โดยคณะทำงานได้ร่วมกันออกแบบหลักสูตรและการฝึกอบรมที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม จัดหาพี่เลี้ยงที่ปรึกษาและหลักสูตรการฝึกงานที่นักเรียนได้รับค่าจ้าง นอกจากนั้นนักเรียนที่จบการศึกษาจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษเพื่อเข้าทำงานกับไอบีเอ็มและบริษัทที่เป็นพันธมิตร และจากความสำเร็จนี้เองทำให้โปรแกรม P-TECH ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในเดือนกันยายน ปี 2559 นี้ จะมีโรงเรียน P-TECH เปิดกว่า 60 แห่งในสหรัฐ

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังกล่าวสนับสนุนโปรแกรมการพัฒนาทักษะสำหรับครูให้เข้มแข็งและต่อเนื่อง เนื่องจากครูมีบทบาทอย่างมากต่อความสำเร็จของนักเรียน ดังนั้นครูจึงต้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการศึกษา ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องมีการพัฒนาขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องให้มีความสามารถมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาภาคบังคับ การพัฒนาวิชาชีพครูตามแนวทางนี้จะช่วยให้ครูสามารถประยุกต์การเรียนรู้จากประสบการณ์ไปสู่บทเรียนและพัฒนาตัววัดสถาบันเพื่อใช้วัดความสำเร็จของนักเรียน

การเน้นการฝึกอบรมด้านอาชีพและการศึกษาทางเทคนิค เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและลดการว่างงานของคนหนุ่มสาว โปรแกรม TVET ที่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่สร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงให้กับผู้สำเร็จการศึกษา แต่ยังสร้างความใฝ่รู้ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนนักศึกษาอีกด้วย จากประสบการณ์ในสหรัฐฯ ผู้เขียนเชื่อว่าความร่วมมือ PPP เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จของโปรแกรม TVET ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับโปรแกรม TVET อย่างต่อเนื่องและสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการศึกษาของภาครัฐ

แหล่งที่มา : http://www.usnews.com/opinion/articles/2015-12-18/career-and-technical-education-programs-provide-path-to-middle-class-jobs

ไขรหัส “ประเทศไทย 4.0” สร้างเศรษฐกิจใหม่ ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง


ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล  “ประเทศไทย 4.0” ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี       มีกระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศ 3 ประเด็นสำคัญคือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ อาทิ สร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม  ยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ  เปลี่ยน SMEs ให้เป็น Smart  Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง

2. เป็น “Reform in  Action” ผลักดันการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การวิจัยและการพัฒนา และการศึกษาไปพร้อมๆ กัน ใช้ความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของไทย ผนวกการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการสร้าง “New Startups” ให้สามารถแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21

3. เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” ประกอบด้วยภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ โดยภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน  ซึ่งเป็นการถักทอเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลักที่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยู่กลางน้ำ และ Startups ต่างๆที่อยู่ปลายน้ำ ในการขับเคลื่อน

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาโมเดล “ประเทศไทย 3.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก ทำให้ต้องเผชิญกับกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2537-ปัจจุบัน ประเทศไทยมีระดับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 3-4% เท่านั้น  ดังนั้นการนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ที่เน้นขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมโดยใช้พลัง “ประชารัฐ” จึงเป็นหนทางนำพาคนไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูงโดยมีเป้าหมายสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า

แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/613903

Date

พฤศจิกายน 15, 2017

Category

Newsletter