Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 7

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 7

ข่าวสารโครงการ

จากความคิดสู่การลงมือทำ ภายใต้ “วัฒนธรรมเมกเกอร์”

หากเปรียบ Makers เป็น จิตรกร Maker Space คงเปรียบได้กับสตูดิโอที่กว้างขวางพอสำหรับการวาดภาพและมีอุปกรณ์ เช่น พู่กัน สี และแผ่นผ้าใบที่เพียบพร้อม ที่จะเป็นเสมือนสถานที่ให้จิตรกรได้สร้างสรรค์ผลงานเด่นออกมาสู่สาธารณชน

ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในแถบยุโรปนั้น Maker Space มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างร่วมกันระดมทุนในการสนับสนุนให้เกิด Maker Space เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวก็คือ Maker Space จะทำให้เหล่า Makers สามารถมีสถานที่ เครื่องมือ และเครื่องจักรต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องตัด เครื่องเจาะ และเครื่องกลึง ที่เพียบพร้อม ให้ Makers สามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และชิ้นงานของตน จนอาจสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้มากมาย

ด้วยเหตุนี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ภายใต้โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิดเพื่ออนาคต” จึงร่วมมือกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาและออกแบบกิจกรรมสำหรับเมกเกอร์สเปซ (Maker Space Designing Workshop)” ให้แก่บุคลากรขององค์กรด้านการศึกษาระดับประเทศของไทย ทั้งจาก อพวช. จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานอื่นๆ โดยได้เชิญ นายเดวิด เวลส์ ผู้อำนวยการการออกแบบหลักสูตรเมกเกอร์ นิวยอร์กฮอลล์ออฟไซนส์ (New York Hall of Science: NYSCI) ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและเป็นหัวหอกสำคัญในการจัดงาน World Maker Faire หรืองานแสดงผลงานของเหล่าเมกเกอร์ระดับโลกที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในการผลักดันวัฒนธรรมเมกเกอร์ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนไทย

หลัก 4D ขั้นตอนการเรียนรู้ของเมกเกอร์ โดย NYSCI
1. Deconstruction: การรื้อถอน และวิเคราะห์ โดยทำความเข้าใจว่า วัสดุที่อยู่ตรงหน้ามีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานอย่างไร
2. Discovery: การค้นคว้า เรียนรู้ และ เปรียบเทียบ ว่าวัสดุดังกล่าวหาได้จากที่ใด ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นอย่างไรได้บ้าง
3. Design and Make:  ขั้นตอนการออกแบบและลงมือทำ นำความรู้ 2 ขั้นตอนแรกมาปรับใช้ ออกแบบสร้างเป็นชิ้นงาน
4. Display: ขั้นตอนการจัดแสดงผลงาน ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ การแบ่งปันองค์ความรู้จากการลองผิดลองถูก    ซึ่งช่วยให้เมกเกอร์สามารถปรับปรุงผลงานของตน และเมกเกอร์คนอื่นก็อาจนำความรู้ไปพัฒนาต่อยอดได้อีกด้วย

“การส่งเสริม Maker Space ในประเทศไทย จะช่วยให้เยาวชนมีพื้นที่ในการพัฒนากระบวนการคิด สร้างสรรและนำเสนอความรู้ด้านสะเต็มออกมาในรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งจะพัฒนาทั้งทักษะของเยาวชนและเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมของประเทศต่อไปในอนาคต” น.ส.พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

“ภารกิจหนึ่งของสถาบันคีนัน คือการเป็นผู้นำองค์ความรู้ด้านการศึกษาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรมิใช่พรสวรรค์แต่ฝึกฝนได้ สถาบันฯ จึงเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจาก NYSCI เข้ากับองค์กรภาคส่วนต่างๆ” นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย

“อพวช.จะมุ่งสร้างความสนใจในวัฒนธรรมเมกเกอร์ให้กับเยาวชนในวงกว้าง โดยเริ่มจากการนำรูปแบบกิจกรรมที่ได้รับจากการอบรมฯ ไปปรับใช้กับกิจกรรมของคาราวานวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนทั่วประเทศในปีนี้” นายสาคร ชนะไพฑูรย์ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

“ขั้นตอนการเรียนรู้แบบฉบับเมกเกอร์นี้จะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learners) เพราะผู้เรียนได้ลงมือทำ คิดหาคำตอบด้วยตนเอง และกล้าทำเพราะไม่ถูกตัดสินว่าอะไรผิดหรือถูก” นายเดวิด เวลส์ ผู้อำนวยการการออกแบบหลักสูตรเมกเกอร์ New York Hall of Science

กิจกรรมล่าสุด

อบรมนักเรียนผู้ช่วยครู 5 จังหวัด บริหารสื่อการสอน

โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”  เล็งเห็นถึงปัญหาในการจัดสรรเวลาของครูในการจัดเตรียมสื่อก่อนการเรียนการสอนและระหว่างการสอนในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จึงได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีทักษะสามารถแบ่งเบาภาระงานของครู โดยได้ผสานความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯและมหาวิทยาลัยแม่ข่ายจัด “การอบรมพัฒนาทักษะผู้ช่วยครู” (Student Lab Assistant Workshop) ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนแม่ข่ายทั่วประเทศ 77 โรงเรียน เพื่อฝึกฝนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นให้มีทักษะการใช้สื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ นับตั้งแต่การจัดเตรียมสื่อการสอน การแนะนำเพื่อนร่วมชั้นระหว่างการเรียนการสอน การดูแลเก็บรักษาอุปกรณ์หลังใช้แล้วอย่างเหมาะสม รวมถึงการจัดเก็บอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการส่งต่อให้กับโรงเรียนในเครือข่ายได้หมุนเวียนใช้ร่วมกัน

ขณะเดียวกันโครงการฯ ได้คัดเลือกแผนการสอนและสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่น่าสนใจของศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Resource Center: NSRC) มาใช้ในสะเต็มศึกษาของโครงการฯ ได้แก่หน่วยการเรียนรู้เรื่อง 1. สมบัติของสสาร 2. พลังงาน เครื่องกลและการเคลื่อนที่ 3. ภัยพิบัติธรรมชาติ 4. ระบบร่างกายของมนุษย์  ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในห้องเรียน

การอบรมฯ จัดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม 2559 ณ โรงเรียนแม่ข่ายและมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายของโครงการฯ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา สมุทรปราการ และ นครศรีธรรมราช โดยมีนักเรียน ครูพี่เลี้ยง ครูประจำวิชาร่วมสังเกตการณ์เข้าร่วมอบรมฯ ในสัดส่วนครูต่อนักเรียน 3:1 รวมกว่า 1,000 คน

หนุนครูฝึกเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่-รับมืออุตสาหกรรม 4.0 

โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) รุกแผนพัฒนาศักยภาพนักวิชาการและครูฝึกของกพร. จัดอบรม “Drawing in Mechanical Engineering Training” เดินหน้าพัฒนาคนให้ทันกับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อสอดรับนโยบายอุตสาหกรรม 4.0  ของภาครัฐบาล โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรในสายงานเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลเกิดความชำนาญและได้พัฒนาทักษะช่างเทคนิคขั้นสูง เพื่อประโยชน์ในการถ่ายทอดแก่เยาวชนและแรงงานฝีมือที่จะเข้ามาสู่สายงานอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้า พลังงานและอุตสาหกรรมต่อไป การอบรมฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-5 ส.ค. 2559 ณ ศูนย์ฝึกอบรมสถาบันไทย-เยอรมัน จ. ชลบุรี มีนักวิชาการและครูฝึกจากกพร.เข้าอบรมจำนวน 15 คน

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือแบบ “รัฐร่วมเอกชน” ระหว่าง โครงการ Chevron Enjoy Science สถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในการพัฒนาศักยภาพครูฝึกด้านสะเต็มและทักษะทางเทคนิค ซึ่งจะเป็น “หัวจักร” สำคัญ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศ

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมโครงการ

“คำถามสร้างคน”  

อ.นิพนธ์ ศรีนฤมล ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยงวิชาการ ในโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”

ครูนิพนธ์ ต้นแบบการสร้างตำนานการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-Based Learning: PBL) ให้กับเด็กไทยไปกวาดรางวัลประกวดระดับโลกมามากมาย โดยยึดหลักว่า โจทย์โครงงานจะต้องเกิดจากความสนใจของเด็กเอง ไม่ใช่ครูสั่ง ครูนิพนธ์เชื่อว่า “การสร้างแรงบันดาลใจและกลวิธีการใช้คำถามในชั้นเรียน”  เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างเยาวชนให้มีศักยภาพโดยการเรียนรู้ผ่านโครงงาน

“ครูไม่ต่างจากการเป็นพิธีกรที่ต้องเตรียมสคริปต์สัมภาษณ์ผู้ร่วมรายการ โดยครูควรมีสคริปต์ที่เป็นแผนการสอนฉบับย่อ  และปรับคำถามให้เหมาะกับระดับชั้นเรียนและพฤติกรรมของนักเรียน”

จากการสังเกตการตั้งคำถามของคณะกรรมการในเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก เขาให้ความสำคัญในการใช้คำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักเรียนให้อยากค้นคว้าศึกษาวิจัยและพัฒนาต่อยอดต่อไป จนกระทั่งเมื่อได้เข้ามาร่วมเป็นครูที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยงวิชาการให้กับโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”  ได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของวิทยาลัยครูในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่มาให้คำแนะนำเทคนิคและกลวิธีการสอนบทปฏิบัติการสำหรับครู  ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงความสำคัญของการตั้งคำถามเพื่อนำนักเรียนไปสู่กระบวนการการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based learning) และเรียนรู้โดยใช้โครงงาน

“จากเดิมที่ผมเพียงผลักดันให้นักเรียนบางกลุ่มได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อการประกวดเท่านั้น แต่เมื่อมาร่วมงานกับโครงงานต่างๆของสถาบันคีนันหลังจากเกษียณอายุราชการ ผมเห็นว่า PBL ควรจะนำมาใช้ในห้องเรียนปกติและขยายผลไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ จึงได้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนและครูในโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 600 โรงเรียนภายในระยะเวลา 5 ปี โดยใช้วิธีการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนแม่ข่ายและลูกข่ายทั้ง 5 ภูมิภาค  ทั้งนี้เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้มีความเท่าเทียมกันทั่วประเทศ  อีกทั้งผมยังประทับใจในความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของทีมงาน STEM ของโครงการฯ ที่มีบรรยากาศในการทำงานที่ดีมาก  ทำให้ผมได้มีโอกาสใช้ประสบการณ์ร่วม 40 ปีมาช่วยเหลือครูรุ่นใหม่แบบกัลยาณมิตรให้ร่วมกันทำงานเพื่อ “สร้างคนรุ่นใหม่” ต่อไป”

ข่าวสารสะเต็มศึกษา

งานวิจัยหลักสูตรโครงงานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน

คุณครูมักจะได้ยินอยู่เสมอว่า การเรียนรู้ผ่านโครงงาน หรือ Project-Based Learning: PBL นั้นสามารถทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในสาขา STEM ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่เรื่องนี้จะเป็นจริงตามที่คุณครูได้ยินมาหรือไม่ เพื่อสร้างความกระจ่างต่อคำถามข้างต้น ในปี พ.ศ. 2555 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด มหาวิทยาลัยมิชิแกน และ เอสอาร์ไอ อินเตอร์เนชันแนล (SRI International) จึงได้ทำการทดลองเชิงควบคุมแบบสุ่ม (Randomized Controlled Trial ) กับนักเรียนในระดับประถมปลายถึงมัธยมต้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของชุดแบบเรียนที่พัฒนาขึ้นตามกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะบนพื้นฐานโครงงานวิทยาศาสตร์ (Project-Based Inquiry Science : PBIS) อันเป็นลิขสิทธิ์ของ It’s About Time® (IAT) โดยได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนกว่า 2,400 คน จากโรงเรียนเทศบาลที่อยู่ในเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่มีอคติ คุณครูกว่า 100 คน จะได้รับการสุ่มเลือกให้ใช้ชุดแบบเรียนจาก 1 ใน 2 แบบเรียนในชั้นเรียนของตน โดยแบบที่ 1 คือแบบ PBIS  (นักเรียนในกลุ่มนี้เรียกว่า กลุ่มทดสอบ) และแบบที่ 2 คือชุดแบบเรียนแบบดั้งเดิมที่กำหนดขึ้นโดยเขตการศึกษา (นักเรียนในกลุ่มนี้เรียกว่า กลุ่มเปรียบเทียบ)

เพื่อประเมินประสิทธิภาพของชุดแบบเรียนทั้งสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น ครูที่เข้าร่วมการทดลองทุกคนจะใช้หน่วยการสอนวิทยาศาสตร์ 2 หน่วย(วิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพื้นดินและส่วนประกอบของโลก) เหมือนกัน โดยในช่วงสุดท้ายของแต่ละหน่วยการสอน นักเรียนจะถูกทดสอบโดยแบบทดสอบที่เป็นไปตามมาตรฐานของรัฐในแบบเดียวกัน  ผลปรากฏว่า นักเรียนกลุ่มทดสอบที่เรียนตามชุดแบบเรียนแบบ PBIS จะมีผลการประเมินที่ดีกว่านักเรียนกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาจากคะแนนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ยังพบว่า นักเรียนจากกลุ่มเปรียบเทียบสามารถทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่าปีก่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากพิจารณาตามตรรกะแล้ว ดูเหมือนว่าการสอนตามชุดแบบเรียน PBIS จะทำให้ผลการเรียนของนักเรียนพัฒนาดีขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เราควรให้เหตุผลประกอบไว้ด้วยว่า ผลการเรียนที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นจากช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น นักวิจัยทางด้านการศึกษายังได้ระบุว่า ครูจากกลุ่มทดลองจะต้องเผชิญกับปัจจัยที่ท้าทายอื่นๆ อีกหลายด้าน เพื่อนำชุดแบบเรียนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกของครูที่ได้นำชุดแบบเรียนนี้มาใช้ ซึ่งหมายความว่า เรายังไม่ควรคาดหวังที่จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีจากการทดลองในครั้งนี้

นักวิจัยเชื่อว่าการที่นักเรียนกลุ่มทดสอบสามารถบรรลุผลที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เกิดจากชุดแบบเรียนแบบ PBIS ซึ่งเป็นแบบเรียนที่สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียนให้มีการลงมือทดลองและปฎิบัติมากกว่าการท่องจำ ซึ่งเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ตามตำราแบบดั้งเดิม นอกจากนั้น การใช้ตำราแบบ PBIS ไม่จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความรู้ของครู แต่จะอาศัยการลงมือปฏิบัติในชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมในตำราแบบ PBIS จะพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบและดำเนินการทดลองโดยใช้แบบจำลอง จากนั้นพวกเขาจะต้องนำเสนอสิ่งที่ค้นพบออกมา เนื่องจากนักเรียนถูกบังคับให้เรียนในเชิงลึกในเนื้อหาวิชา จึงทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีความเข้าใจในข้อมูลที่ได้รับจากการทดลองอย่างลึกซึ้ง

งานวิจัยยังแสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่า นักเรียน PBIS ทุกคนมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นคล้ายๆกัน โดยเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาดังกล่าว  ซึ่งหมายความว่า แหล่งการเรียนรู้ขั้นสูงแบบ PBIS นี้อาจจะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันในการศึกษา STEM ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนหญิงและนักเรียนจากครอบครัวรายได้ต่ำมักจะมีบทบาทน้อยในสาขา STEM หากนักเรียนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและมีพัฒนาการจากการเรียนที่ดีขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาความสนใจด้าน STEM และเข้าสู่ศาสตร์นี้ในอนาคตมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยโครงการ “Chevron Enjoy Science:  สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” เล็งเห็นจุดแข็งของหลักสูตร IAT ที่มีการพัฒนามาจากงานวิจัย ผ่านการทดลองใช้มาแล้วกับหลายๆโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นจนถึงปริญญาในประเทศสหรัฐอเมริกา  จึงได้เป็นผู้นำและเป็นสื่อกลางในการกระจายชุดแบบเรียนที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวนี้ไปสู่ครูในโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีวะที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั่วประเทศ

แหล่งที่มา https://www.sri.com/sites/default/files/publications/pbis-efficacy-study-y1-outcomes-report-2014_0.pdf

Chevron_Enjoy_Science_Newsletter_Issue_7-Thai

Date

พฤศจิกายน 15, 2017

Category

Newsletter