Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 8

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 8

ข่าวสารโครงการ

เปิดศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพล้านนา รุกสร้างครูเพื่อสร้างเด็ก

โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” พร้อมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ในการพัฒนาทักษะของนักเรียนและนักศึกษาสายอาชีวะ ด้วยการจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพล้านนา (Lanna TVET Hub) ขึ้นที่ภาคเหนือ ภายใต้แนวคิด “สร้างครูเพื่อสร้างเด็ก เพิ่มเทคนิคสำหรับครู ส่งเสริมให้เด็กลงมือทำงานจริง มุ่งสู่เป้าหมายตลาดแรงงาน” เพื่อเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร ซึ่งมีกระบวนการสำคัญคือการพัฒนาครูผู้สอนในภาคอาชีวศึกษาให้มีความโดดเด่นทั้งด้านทักษะและวิชาการ เป็นการเติมเต็มความเชี่ยวชาญให้แก่ครูอาชีวศึกษาผ่านองค์ความรู้ที่พัฒนามาจากความต้องการอันแท้จริงของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดย Lanna TVET Hub จะเป็นศูนย์การอบรมที่จำลองห้องเรียนเสมือนสถานที่ปฏิบัติงานจริงในโรงงาน ซึ่งในเฟสแรกมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ และจะขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในปีหน้า

กระบวนการทำงานของ Lanna TVET Hub ร่วมกับโรงเรียนในเครือข่าย

วิทยาลัยเทคนิคพะเยา ซึ่งเปิดสอนสายวิชาชีพในจังหวัดพะเยา ได้เข้าร่วมเป็นสถาบันที่ดำเนินการอยู่ภายใต้เครือข่ายของศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพล้านนา (Lanna TVET Hub)  ได้ส่งคณะผู้บริหารและครูจากวิทยาลัยฯ ให้เข้ารับการฝึกอบรมด้านทักษะงานช่าง การจัดการเรียนการสอนแบบ STEM  for TVET (การออกแบบโครงงาน) และการศึกษาดูงานในโรงงานที่ทันสมัยของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างประสบการณ์จริงและเปิดโอกาสให้ครูได้ทำความเข้าใจว่าโรงงานมีความต้องการบุคลากรที่มีศักยภาพด้านใดบ้าง จากนั้นบุคลากรจาก Lanna TVET Hub  และคณะผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการถอดบทเรียนร่วมกัน พร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมมาปรับใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง การส่งเสริมเทคนิคดังกล่าวให้แก่ครูนี้จะสร้างแนวทางอันเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา กล้าแสดงออก และมีความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะของบุคลากรที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21

“การจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ  (TVET Hub)” ภาคเหนือ เพื่อทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครูและเยาวชนให้มีความรู้และทักษะฝีมือตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยศูนย์การฝึกอบรมนี้จะเป็นห้องเรียนจำลองเสมือนสถานที่ปฏิบัติงานจริงในโรงงาน” นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

“โจทย์สำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามนโยบาย “Thailand 4.0″ นั้น หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพกำลังคนที่ได้มาตรฐานและคุณภาพ” ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

“บทบาทของศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ (TVET Hub) ประจำภาคเหนือมี 3 ด้าน คือ เป็นศูนย์กลางการประสานงานร่วมกับอุตสาหกรรม – โรงเรียนเครือข่ายและครู เป็นแหล่งฝึกฝนทักษะและอบรมบุคลากรของโรงเรียนเครือข่าย และเป็น “ศูนย์กลางการวิจัย” ด้านกระบวนการเรียนการสอน คู่มือครู (courseware) เพื่อนำไปใช้สำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียน”  รศ. ดร. นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

“สถาบันคีนันได้เป็นสื่อกลางในการผสานงานกับภาคี 4 ฝ่ายภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ปัญหาของภาคการศึกษาอาชีวะไทยให้ครอบคลุมรอบด้าน ตั้งแต่ปัญหาการขาดแคลนครูที่มีประสบการณ์ ขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงปัญหาขาดความเชื่อมโยงกับสถานประกอบการ” นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานสถาบันคีนันแห่งเอเซีย

กิจกรรมล่าสุด

ผนึกกำลัง 10 สถาบัน วางกรอบงานวิจัยเพื่อวัดผลการพัฒนา STEM และ TVET

โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางรูปแบบและระเบียบวิธีการศึกษาผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินโครงการฯ ครั้งที่ 1 โดยมีคณะนักวิจัย ซึ่งเป็นผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทางวิชาการ 8 สถาบัน และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร Management System International (MSI) เข้ามาประชุมเพื่อร่วมกันวางกรอบงานวิจัย และหารือเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมเกี่ยวกับวิธีการศึกษาผลลัพธ์และผลกระทบของงานวิจัยพร้อมเปิดโอกาสให้คณะผู้วิจัยได้ทำความเข้าใจกับคณะกรรมการ อันประกอบด้วย คณบดีจาก 8 สถาบัน ผู้บริหารจากบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ให้ทราบถึงประโยชน์ของงานวิจัยดังกล่าว ผลจากการประชุมร่วมกันตั้งแต่วันที่ 15 – 18 สิงหาคม 2559 ถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการในวันสุดท้ายและได้รับผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมของการประชุมอยู่ในระดับดีมากถึง 94%

ทั้งนี้คณะกรรมการได้ช่วยวางแนวทางการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการผลักดันสะเต็มศึกษาของประเทศอย่างแท้จริง

ระดมครูพี่เลี้ยงทางวิชาการทุกภูมิภาค ยกระดับสะเต็มศึกษาในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ

เนื่องจากครูพี่เลี้ยง คือบุคคลสำคัญที่มีบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบในการพัฒนาการสอนให้แก่ครูผู้สอน โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”  จึงจัด “การอบรมเชิงปฏิบัติการพี่เลี้ยงทางวิชาการและการลงพื้นที่เพื่อสังเกตชั้นเรียน” อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม 2559 ได้จัดการอบรมฯ ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น โดยเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญของวิทยาลัยครูจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อาทิ Mr. Donald Williams Mr. William Jackson และ Ms. Marilyn Decker มาเป็นวิทยากรให้คำแนะนำแก่ครูพี่เลี้ยงระดับนักวิชาการของโครงการฯ เกี่ยวกับเทคนิคการสอนที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างสูง (High Impact Practice)  โดยได้เน้นการฝึกทักษะด้านการสังเกตห้องเรียน ในประเด็นการเลือกระดับการรู้คิดที่เหมาะสม (Selection of tasks with appropriate cognitive demands) อ้างอิงทฤษฎี Bloom Taxonomy การเรียนรู้ 6 ระดับได้แก่ การรู้จำ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน โดยให้ครูพี่เลี้ยงฯ ได้ฝึกการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นระดับความรู้คิดขั้นสูงในชั้นเรียนของโครงการฯ ต่อจากนั้นครูพี่เลี้ยงฯ ได้ลงพื้นที่ในโรงเรียนแม่ข่าย 8 โรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสังเกตการเรียนการสอนในห้องเรียนตามรายวิชาที่รับผิดชอบ ภายหลังเสร็จสิ้นคาบเรียน ครูพี่เลี้ยงฯ จะให้คำแนะนำแก่ครูผู้สอนแบบตัวต่อตัว ซึ่งทำให้ครูผู้สอนสามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาในห้องเรียนได้ทันที โดยในวันสุดท้ายของการอบรมฯ ครูพี่เลี้ยงฯจะกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อประเมินผลและรับทราบผลสะท้อนเชิงลึกจากวิทยากร

การอบรมครั้งนี้เป็นการรวมตัวของครูพี่เลี้ยงระดับนักวิชาการจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยมีครูพี่เลี้ยงฯ ใหม่ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลำปาง นครศรีธรรมราช และ ตรัง จำนวน 7 คน ปัจจุบันโครงการฯ มีครูพี่เลี้ยงฯ รวมทั้งสิ้น 24 คน จาก กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ ลำปาง

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมโครงการ

หัวใจคุณครูศตวรรษใหม่ “เปิดใจ ปรับตัว เพื่อไปต่อ” 

ผศ.ดร. อนุศิษฏ์ อันมานะตระกูล ผศ.ดร. พิเชษฐ์ พินิจ และ รศ.ดร. สันติรัฐ นันสะอาง วิทยากรแกนนำในโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”

รองคณบดี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  3 ท่าน ซึ่งปัจจุบันคือ Master Trainer หรือ วิทยากรแกนนำ มาช่วยสร้างศักยภาพของครูในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสะเต็มศึกษาในระดับ ปวช. และ ปวส. (STEM for TVET) ของโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ซึ่งเป็นผู้ที่เคยผ่านการเรียนหลักสูตร ปวช. และ ปวส. ในอดีตมาแล้วนั้น  ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของครูให้เหมาะสมกับบริบทการศึกษาที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน

ผศ.ดร. อนุศิษฏ์ อันมานะตระกูล เคยตั้งคำถามว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ครูเข้าใจวิธีการสอนสะเต็ม มิใช่เพียงแค่รู้ว่าสะเต็มคืออะไร ซึ่งการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมทำให้ครูและนักเรียนมีช่องว่างในการปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ดังนั้น ครูจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน เพื่อให้สามารถดึงความสนใจจากนักเรียน จนกระทั่งหลอมรวมชั้นเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวได้ องค์ความรู้ต่างๆก็จะตามมา

ผศ.ดร. พิเชษฐ์ พินิจ เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูกับนักเรียน คือการให้เกียรติและการแบ่งปัน การแลกเปลี่ยนสามารถนำเอาความเก่งของแต่ละคนมาส่งเสริมซึ่งกันและกัน ช่วยสร้างพลังให้เกิดขึ้นในการเรียนการสอน และยังทำให้วินัยในการเข้าห้องเรียนรวมถึงผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รศ.ดร. สันติรัฐ นันสะอาง กล่าวว่าหน้าที่ของครูคือ การสอนให้นักเรียนเป็นอย่างที่ครูอยากให้เป็น ถึงแม้ว่าเป้าหมายนี้อาจฟังดูแล้วบรรลุยาก ครูอาจท้อได้แต่ห้ามเลิก ควรปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับยุคสมัยเป็นห้องเรียนที่มีลักษณะสบาย สนุก มีความสุข ไม่กดดัน

แนวทางในการเรียนการสอนอย่างหนึ่งคือการท้าทายผู้เรียนด้วยคำถาม ปัญหา หรือสถานการณ์ แทนที่จะนำเสนอเพียงข้อเท็จจริงของบทเรียน ซึ่งต้องการพัฒนาทักษะของนักเรียนโดยตรงในด้านการสืบเสาะ การคิดเชิงวิพากษ์ และการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่จดจำคำตอบของคำถามที่ทราบล่วงหน้า  ซึ่งการเรียนรู้แบบสืบเสาะ/การใช้โครงงาน/การใช้ปัญหาเป็นฐาน (Inquiry/ Project/ Problem-based learning) จะช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิตและแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งเสริมการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-On) ให้กับนักเรียนที่จะเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต

    • ข่าวสารสะเต็มศึกษา

การสอนนักเรียนให้คิดแบบนักวิทยาศาสตร์

หากจะทำความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงในการนำพาประเทศเข้าสู่ Thailand 4.0 ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ได้วางจุดเริ่มต้นไว้ที่ครูและห้องเรียน เป็นผู้ทำหน้าที่บ่มเพาะเยาวชนให้เป็นอนาคตของชาติ โดยเน้นให้เด็กรู้จักการคิดวิเคราะห์ รู้จักประยุกต์ความรู้จากสิ่งรอบตัว และรู้จักการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เพื่อวางรากฐานไปสู่การเป็นนักวิจัย นวัตกร และอาชีพสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์สมิธโซเนียน (SSEC) เป็นสถาบันการศึกษาที่ให้การทุ่มเทกับการพัฒนาสะเต็มศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่มีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนนักเรียนในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสะเต็ม ได้พัฒนารูปแบบการปฏิรูปการศึกษามาจาก Leadership and Assistance for Science Education Reform หรือ LASER ที่ใช้ความรู้จากฐานวิจัย เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันในกลุ่มผู้นำภาคการศึกษา การใช้หลักสูตรที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาครูอย่างเป็นระบบ ให้การสนับสนุนเรื่องการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน การบริหารจัดการและการสนับสนุนจากชุมชน ที่เน้นให้เกิดระบบการเรียนการสอนที่เด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

แนวทางของ LASER คล้ายคลึงอย่างมากกับโครงการ Chevron Enjoy Science ที่เน้นการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพวิชาชีพครู โดย LASER ใช้หลักสูตร Science and Technology Concepts หรือ STC ซึ่งเป็นสื่อแบบเดียวกับที่โครงการฯ นำไปใช้ในโรงเรียนเครือข่าย เพื่อสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบ

สืบเสาะ (Inquiry-based learning) ในห้องเรียน ครูของ LASER จะได้รับการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในแนวคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการจัดการเรียนรู้และการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้แนวคิดหลักทางวิทยาศาสตร์จากการทดลองและสืบเสาะ ไม่ใช่จากการท่องจำในตำรา โดย LASER มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยมต้นที่จะช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับสูงและประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต

ถึงแม้ว่า LASER จะมีองค์ประกอบมาจากการวิจัยการเรียนการสอนอันทันสมัยที่สุดก็ตาม ศูนย์การวิจัยด้านนโยบายการศึกษาของมหาวิทยาลัยเมมฟิส (CREP) ได้ทำการศึกษาระยะยาวตั้งแต่ปี 2553 เพื่อที่จะวัดถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงของรูปแบบการศึกษาดังกล่าว CREP เลือกวิธีการวิจัยแบบสุ่มโดยการใช้โรงเรียนคู่เทียบเป็นกลุ่มควบคุม (matched-paired randomized controlled trial)  ด้วยการแบ่งโรงเรียนที่เทียบเคียงกันได้ทางบริบทหลายด้านและผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนของนักเรียน และสุ่มให้กลุ่มหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ จากนั้นได้ประเมินนักเรียนชั้นประถมและมัธยมมากกว่า 60,000 คน จากโรงเรียนหลายแห่งใน 3 รัฐ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียน LASER มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ LASER และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลดีต่อทักษะการอ่านและคณิตศาสตร์ของนักเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักเรียนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับโครงการ Chevron Enjoy Science

CREP มองที่ผลการเรียนของนักเรียน ทั้งจากการทดสอบมาตรฐานของรัฐ และจากการทดสอบมาตรฐานของ PASS (Partnership for the Assessment of Standards-Based Science) เพื่อประเมิน LASER ด้วยแบบทดสอบที่ใช้วิธีการตั้งคำถามแบบปรนัย ตั้งคำถามปลายเปิด และการวัดความสามารถในการลงมือปฏิบัติจริง ผลการประเมินพบว่า นักเรียน LASER มีผลการเรียนที่ดีกว่านักเรียนในกลุ่มเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในส่วนของการลงมือปฏิบัติที่วัดผลที่การประยุกต์แนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการตอบคำถามปลายเปิด การวัดด้วยวิธีของ PASS ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า นักเรียน LASER คิดเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้อาศัยเพียงการท่องจำแต่อย่างเดียว

Chevron Enjoy Science ได้ผสมผสานหลักสูตร STC ร่วมกับการฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถเตรียมการสอนและใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะได้ดีขึ้น ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เฉกเช่นเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ และผลักดันไปสู่เส้นทางความสำเร็จของอาชีพสะเต็มเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการก้าวสู่การพัฒนา Thailand 4.0 อย่างยั่งยืนในอนาคต

แหล่งที่มา https://ssec.si.edu/sites/default/files/LASER_Exec_Summary_2_2172016_citation.pdf

Chevron_Enjoy_Science_Newsletter_Issue_8-Thai

Date

พฤศจิกายน 15, 2017

Category

Newsletter