Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 9

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 9

ข่าวสารโครงการImage 1

โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย หนึ่งเมล็ดพันธุ์วิทยาศาสตร์ในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ

หากเปรียบนักเรียนเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะสามารถงอกงามเติบโตเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง เมื่อถูกปลูกในดินที่ดี ใส่ปุ๋ยให้พอเหมาะ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ต้นไม้ต้นนั้นก็จะพร้อมเติบโตให้พืชผลที่มีคุณค่าในอนาคต ด้วยเหตุนี้ โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จึงพร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ที่จะช่วยบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้เติบโตอย่างกล้าแกร่ง

ในปี พ.ศ. 2559 โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จึงได้ผนึกกำลังครั้งใหญ่ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และมหาวิทยาลัยในเครือข่าย 18 สถาบัน ดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย (Thailand Children’s University: TCU ) ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และพี่เลี้ยงนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก จากมหาวิทยาลัยที่อยู่ในชุมชนของเด็กๆคอยดูแลให้คำแนะนำในการทำกิจกรรม นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับแรงบันดาลใจ และมีทัศนคติที่ดีในการทำการทดลองวิทยาศาสตร์ที่สนุก เกิดการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับการพัฒนาทักษะการสังเกต รู้จักตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเองเพิ่มขึ้น

ในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ได้คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน LUMA Center ประเทศฟินแลนด์ ที่มีจุดแข็งด้านการเรียนการสอนแบบบูรณาการตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เข้ามาเป็นวิทยากรอบรม “Training the Trainer” ในด้านการจัดกิจกรรม hands on ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย 18 สถาบัน สวทช. และ สสวท. ให้สามารถเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมให้เด็กในด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี รวมถึงการนำแนวคิด Project- based-learning  และ STEM มาใช้จัดกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้บุคลากรจะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดเป็นกิจกรรมสำหรับเยาวชน โดยประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสถาบันของตนเองต่อไป

จากการประเมินผลโครงการมหาวิทยาลัยเด็กในระยะสั้น พบว่านักเรียนและผู้ปกครองมีความสนใจและตื่นตัวในอาชีพนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวทางมหาวิทยาลัยเครือข่ายของ TCU  มีแผนที่จะทำการวิจัยว่าเด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้าไปเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ Chevron Enjoy Science ที่ใช้สะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นกำลังสำคัญในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้สนับสนุนกิจกรรมการสร้างความตระหนักด้านสะเต็มอื่นๆในรอบปีที่ผ่านมา อาทิ โครงการ  “Enjoy Science Careers: สนุกกับอาชีพวิทย์” นิทรรศการเคลื่อนที่ “คาราวานวิทยาศาสตร”์ โครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest, NYSCI Makerspace workshop และ Bangkok Mini Maker Faire โดยในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโครงการฯ รวม  7,886  คน มีนักเรียนและบุคคลทั่วไปที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ 106,542 คน

กิจกรรมล่าสุดImage 2

จัดอบรมหลักสูตรแอคทีฟฟิสิกส์ สร้างโค้ชวิชาการอาชีวะไทย

ประสบความสำเร็จเกินคาดกับภารกิจในการยกระดับการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมของโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” โดยการจัดอบรมการเป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยงทางวิชาการให้กับครูวิทยาศาสตร์ในวิทยาลัยสังกัดอาชีวศึกษา ภายใต้ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ (TVET Hub) ด้วยหลักสูตรแอคทีฟฟิสิกส์ โมดูลความปลอดภัย ครั้งที่ 1

โดยมี ดร.อาเธอร์  ไอเซนคราฟท์ (Dr.Arthur Eisenkraft) ศาสตราจารย์วุฒิคุณสาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแมตซาชูเสตส์ เป็นผู้นำการอบรมให้แก่คณาจารย์ไทยจากสถาบันต่างๆร่วม 60 คน ในระหว่างวันที่ 10-28 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพฯ (ดูคลิปได้ที่ http://bit.ly/DrArthurIAT)

นอกจากนี้ภารกิจการดำเนินงานสะเต็มศึกษาสำหรับอาชีวศึกษา (STEM for TVET) ของโครงการฯ ยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจรในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพแล้วเสร็จ 2 แห่ง มีโรงเรียนอาชีวศึกษาเข้าร่วมเป็นเครือข่าย 15 แห่ง มีคุณครูเข้าร่วมโครงการฯ 156 คน มีนักเรียนได้รับผลประโยชน์ 16,324  คน  และมีผู้ใช้แรงงานได้รับผลประโยชน์ 4,060 คน

จากปฐมบท Professional Development Design สู่การขยายผลทั่วประเทศ บรรลุ 5 ศูนย์สะเต็มศึกษา (STEM HUB) ตามเป้าหมาย

ด้วยปณิธานที่มุ่งพัฒนาสะเต็มศึกษา เพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับเยาวชนในโรงเรียนขยายโอกาสของไทย ครูถือเป็นกลไกหลักในการทำหน้าที่ผลักดันให้บรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จึงได้จัดการประชุมวางแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Professional Development Design: PD Design) เพื่อสร้างครูต้นแบบ (Master Teacher) จากนั้นครูต้นแบบจะเป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมเพื่อขยายผลกิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพครู (PD Rollout) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูต้นแบบไปสู่ครูกลุ่มเป้าหมายในส่วนภูมิภาค อันได้แก่ ขอนแก่น สมุทรปราการ เชียงใหม่ สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งทั้ง 2 กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2559 และ วันที่ 21-28 ตุลาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยที่เป็นภาคีของโครงการฯ

นอกจากนั้น ในแต่ละปีการศึกษา โครงการฯ ยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องในทุกระดับอย่างครบวงจร ประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา ครูพี่เลี้ยงทางวิชาการ และนักเรียนผู้ช่วยครู เพื่อสร้างความเข้าใจถึงบทบาทของแต่ละคน พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพซึ่งกันและกัน ด้วยแนวทางนี้ทุกบทบาทจะทำงานสอดคล้องกันในการสร้างแรงผลักดันให้โครงการฯ สามารถบรรลุเป้าหมาย

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โครงการฯได้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ จัดตั้งศูนย์สะเต็มศึกษา 5 แห่งจนแล้วเสร็จ โดยมีโรงเรียนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการฯ ทั้งสิ้น 371 โรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนแม่ข่าย 77 โรงเรียนทั่วประเทศ นอกจากนั้นโครงการฯ ยังได้จัดการพัฒนาครูต้นแบบ 60 คน และครูพี่เลี้ยง 27 คน

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมโครงการImage 3

“กลวิธีพิชิต O-NET” จากครูสู่เด็กรุ่นใหม่

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีแหล่งการเรียนรู้ที่สามารถสืบค้นได้จากหลากหลายช่องทาง ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงเรียนขยายโอกาสสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ดีไม่น้อยหน้ากว่าโรงเรียนใหญ่ๆ ที่อยู่ในเมือง แต่อุปกรณ์สื่อการสอนและทักษะการลงมือทำจริง ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่จะส่งผลต่อ “การเรียนรู้” ของนักเรียน ดังนั้น การหา “กลวิธีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้”  ที่จะมาช่วยเพิ่มให้การเรียนการสอนในห้องเรียนน่าสนใจยิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการสอนของครู  ซึ่งสามารถส่งผลให้การเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เข้าใจยากกลายมาเป็นเรื่องง่ายได้ เช่น หัวข้อพลังงาน เครื่องกล และการเคลื่อนที่ ของโรงเรียนวัดแหลมฟ้าผ่า โรงเรียนขยายโอกาสที่เข้าร่วมโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ครูเต๊ะ ครูแกนนำของโครงการฯ เล่าถึงกลวิธีที่ได้รับจากการอบรมพัฒนาวิชาชีพครูว่า “ผมได้นำกลวิธีดังกล่าวมาปรับใช้จริงในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของตัวเอง เช่น การใช้เทคนิคเดินชมนิทรรศการ (Gallery Walk) ซึ่งเป็นกลวิธีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ชมผลงานการทำกิจกรรมของเพื่อนกลุ่มอื่น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันแทนการนำเสนอหน้าชั้นเรียนทีละกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะใช้เวลานานแล้ว ยังไม่ดึงดูดให้นักเรียนทั้งหมดสนใจฟังอีกด้วย จากประสบการณ์กว่า 5 ปีในอาชีพครู ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า เมื่อนักเรียนคุยกันเอง นักเรียนจะเข้าใจมากกว่าที่ครูพูดให้ฟัง ในขณะที่นักเรียนมีการพูดโต้ตอบกันพร้อมๆ กับการได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์จากการทำการทดลองจริงในห้องเรียน นักเรียนจะสามารถอธิบายให้เพื่อนฟังเป็นภาษาของเขามากกว่าภาษาของครูที่ใช้สอนอยู่ นอกจากนั้นการถ่ายทอดข้อมูลซึ่งกันและกัน ยังเป็นการฝึกให้นักเรียนมีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นอีกด้วย”

ครูเต๊ะเผยต่ออีกว่า “กลวิธีในการจัดการเรียนการสอนดังกล่าวมีผลสัมฤทธิ์ในด้านบวกที่เกิดขึ้นจริงกับนักเรียน โดยสามารถพิจารณาได้จากคะแนน O-NET ที่ขยับขึ้นทุกๆปี ย้อนหลังไป 5 ปีที่แล้วเมื่อครั้งที่ผมเข้ามาบรรจุเป็นครูใหม่ คะแนน O-NET ของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 29 คะแนน แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยได้ขยับขึ้นมาเป็น  37 คะแนน พร้อมกันนี้อัตราการเรียนต่อในระดับ ปวช. และ มัธยมปลายของนักเรียนก็เพิ่มขึ้นจาก 70% มาเป็น  90%  ซึ่งนักเรียนจะเลือกเรียนต่อในสายช่างเป็นส่วนใหญ่”

ข่าวสะเต็มศึกษาImage 4

PISA  “เด็กไทย” ยังรั้งท้าย Chevron Enjoy Science  ชู “สะเต็มศึกษา” แก้ปัญหาการศึกษาไทย

ถึงแม้ว่าเราจะเห็นความสำเร็จของเด็กไทยในการแข่งขันทางวิชาการในระดับนานาชาติมามากมาย แต่เด็กที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับการพัฒนาความพร้อมในด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านความเจริญทางการศึกษาแบบกระจุกตัว โดยเห็นได้อย่างชัดเจนจากผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ประจำปี 2015 ซึ่งผลคะแนนรวมของสิงคโปร์อยู่อันดับ 1 ส่วนของไทยอยู่อันดับที่ 55 ใน 72 ประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในสังคมไทยขณะนี้ สถาบันด้านการศึกษาหลายแห่งต่างเห็นพ้องถึงจุดอ่อนของการศึกษาไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า สังคมไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างมากและในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นเนื้อหาของหลักสูตรยังไม่สามารถต่อการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงของเด็กไทย

เนื่องจากการสอบ PISA ของไทยมีโรงเรียนเข้าร่วม 273 โรงเรียนจากทุกสังกัดการศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อม และอีกส่วนหนึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ถึงแม้ว่าโรงเรียนที่มีความพร้อมจะสามารถทำคะแนนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่านได้สูงในระดับทัดเทียมกันกับโรงเรียนในกลุ่มประเทศที่ทำคะแนนได้สูงก็ตาม แต่โรงเรียนขยายโอกาสกลับทำคะแนนได้ค่อนข้างต่ำมาก ทำให้คะแนนเฉลี่ยโดยรวมออกมาอยู่ที่ระดับต่ำ ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมกับโรงเรียนที่ขยายโอกาสได้เป็นอย่างดี โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”  ในฐานะผู้สนับสนุนการศึกษาของไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวนี้ จึงมุ่งเน้นในการกระจายการเรียนรู้ไปสู่โรงเรียนขยายโอกาสทั่วประเทศและให้ความช่วยเหลือในเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นแก่ครูและบุคลากรด้านการศึกษา อันเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เหมาะสมไปสู่เด็กไทยใน 2 ประการ คือ

1. สนับสนุนแผนการสอนที่เหมาะสม พร้อมสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์ ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

2. ฝึกอบรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครูและบุคลากรด้านการศึกษา

เครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาของโครงการ Chevron Enjoy Science คือองค์ความรู้จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการพัฒนา “สะเต็มศึกษา” มากว่า 20 ปี และถือเป็นผู้นำด้านสะเต็มศึกษาแห่งแรกของโลกในการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยเน้นให้เห็นว่าวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เน้นส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ การใช้โครงงาน การใช้ปัญหาเป็นฐาน (Inquiry/ Project/ Problem-based Learning) ที่มีรากฐานมาจากงานวิจัย และได้ผ่านการทดลองใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้วในโรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา อาทิ  หลักสูตรของ Science and Technology Concepts (STC) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียสำหรับโรงเรียนสายสามัญ และหลักสูตรของ It’s About Time (IAT) แห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์สำหรับโรงเรียนสายอาชีวศึกษา

โครงการ Chevron Enjoy Science ได้กระจายชุดแบบเรียนที่มีประสิทธิภาพของหลักสูตร STC และ IAT ไปสู่ครูในโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีวะที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งหลักสูตรทั้งสองเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้โครงการฯ ยังได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านวิชาชีพครู เพื่อให้ครูสามารถเตรียมการสอนและจัดการการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในที่นี้ก็คือนักเรียน ผู้ที่จะนำเอา “สะเต็มศึกษา” ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวัน

Chevron_Enjoy_Science_Newsletter_Issue_9_Thai

Date

พฤศจิกายน 15, 2017

Category

Newsletter