Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 4

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 4

ข่าวสารโครงการ Chevron Enjoy ScienceImage 1

สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนและอาชีพด้านสะเต็มกับโครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย


โครงการ Chevron Enjoy Science ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และ เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 แห่ง   จัดโครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2559 ณ   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพด้านสะเต็มให้กับเยาวชนโดยมีนักเรียน ครู และ ผู้ปกครองทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 3,400 คน งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้เรียนรู้ผ่านการทดลองและกิจกรรมต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พร้อมแนะนำอาชีพด้านสะเต็มที่น่าสนใจภายใต้กิจกรรม “สนุกกับอาชีพวิทย์”   (Enjoy Science Careers) ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมให้ความรู้และคำแนะนำแก่เยาวชน

โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยครั้งนี้   เป็นความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชน จึงถือเป็นกิจกรรมที่ใหญ่ที่สุดกิจกรรมหนึ่งที่โครงการ Chevron Enjoy Science ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนโดยสามารถสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือครั้งสำคัญให้เกิดขึ้น   นอกจากการพัฒนาทั้งสะเต็มศึกษาและอาชีวศึกษาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพของทรัพยากรบุคคลให้ทันต่อการพัฒนาประเทศแล้ว ทางโครงการฯยังเน้นสร้างความสนใจและแรงบันดาลใจในการศึกษาด้านนี้ให้แก่เยาวชนอีกด้วย  โครงการ Chevron Enjoy Science   เล็งเห็นว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านการศึกษาอย่างยั่งยืนนั้น ผู้ปกครอง ครู นักเรียนและภาครัฐ   จะต้องตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนด้านสะเต็มศึกษาและอาชีวศึกษา  พร้อมเล็งเห็นโอกาสของอาชีพในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษาที่มีอยู่อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิง สุมณฑา พรหมบุญ กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา กล่าวว่า “การเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสะเต็มถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โครงการ ‘มหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย’ ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่สนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเยาวชน โดยโครงการ ‘มหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้”

ภายในงานเยาวชนที่เข้าร่วมงานต่างสนุกสนานพร้อมได้รับความรู้ผ่านการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงในอาชีพสายวิทยาศาสตร์ เช่น นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม นักชีววิทยา นักคิดค้นยา เป็นต้น โดยนางดวงสมร คล่องสารา ประธานคณะทำงานโครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย   กล่าวถึงหัวใจสำคัญของโครงการมหาวิทยาลัยเด็กว่า “คือการเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมทดลองที่ท้าทายและน่าสนใจในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเป็นวิทยากรช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่การสังเกต การตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบได้อย่างสนุกสนานและมีความสุขเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์”

ทั้งนี้โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย   เตรียมขยายกิจกรรมให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความสนใจในสะเต็มศึกษา   และสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ โดยนายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราคาดหวังว่า โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยจะสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมากกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ ภายในปี 2560”

บทความพิเศษImage 2

การศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


การศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  เป้าหมายที่ประเทศวางไว้จะสำเร็จได้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับโรดแมปที่วางไว้  ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องเลือกการปฏิรูปที่เหมาะกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ตอบสนองกับความต้องการจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม   ซึ่งหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการศึกษาที่เชื่อมโยงกับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน   โดยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบันและอนาคต

ตัวอย่างเช่น นักเรียนในสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) หรือที่เรียกว่าสะเต็ม   ควรได้รับการส่งเสริมให้เข้าร่วมโปรแกรมการเป็นผู้ประกอบการด้านสะเต็ม (STEM   entrepreneurship program) โดยผนวกทักษะทางธุรกิจกับสะเต็มศึกษาไว้ด้วยกัน   เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนสามารถเข้าสู่การแข่งขันในปัจจุบันและในโลกธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ควรสร้างศูนย์ข้อมูลความรู้ เช่น ศูนย์ทรัพยากรทางด้านสะเต็มที่สามารถเปิดเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จแบบออนไลน์   (one-stop online service) เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้ นับตั้งแต่นักเรียน ธุรกิจ  start up ไปจนถึงบุคลากรวิชาชีพ  โดยมอบความรู้และบริการด้านสะเต็มพร้อมเพิ่มทักษะแก่กำลังคนในศตวรรษที่ 21

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการยกระดับการศึกษาในภาคอาชีวะและการฝึกอบรมช่างเทคนิค (Technical   Vocational Education & Training: TVET) ด้วยการทำงานร่วมกับโรงเรียนอาชีวศึกษาจะช่วยให้เราสามารถสร้างสถานที่เรียนรู้ที่มีความปลอดภัย   ให้นักเรียนได้รับการฝึกฝนที่ดี และมีทักษะขั้นสูง นอกจากนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน   ควรสร้างแพลตฟอร์มที่ภาคอุตสาหกรรม บริษัทและโรงเรียน สามารถดำเนินการผ่านความร่วมมือรัฐร่วมเอกชนเพื่อปรับปรุงหลักสูตร   สร้างโปรแกรมการฝึกงาน การส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง   ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกันได้

ในปัจจุบันประเทศไทยมีตัวอย่างโครงการที่ร่วมกันแก้ปัญหานี้อยู่ 2 โครงการ โครงการแรกเป็นการผนึกกำลังระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)   และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา   ในการสร้างรูปแบบการฝึกอาชีพระบบทวิภาคีหรือโรงเรียนในโรงงานขึ้น   เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะเฉพาะด้านทางอุตสาหกรรม   โดยเปิดโอกาสให้มีการฝึกงานในโรงงานต่างๆ ในภูมิภาค   ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษาในท้องถิ่นกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น

อีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต   ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี   โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศโดยใช้การศึกษาสะเต็ม (STEM) และยกระดับการศึกษาในภาคอาชีวะและการฝึกอบรมช่างเทคนิค (TVET) เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐร่วมเอกชน   ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพครู STEM และ TVET   รวมไปถึงการจัดตั้งศูนย์การศึกษาด้านสะเต็ม (STEM) และศูนย์อาชีวศึกษา (TVET) อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะกำลังคนในศตวรรษที่ 21ในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสะเต็ม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน วงจรไฟฟ้า และภาคเกษตรกรรม

สุดท้ายนี้การพัฒนาการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการดำเนินงานเพื่อขยายศักยภาพในการแข่งขันสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและความยั่งยืน   เพื่อที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสังคมและชุมชนที่น่าอยู่ มั่นคงและยั่งยืน

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว

Date

ตุลาคม 23, 2017

Category

Newsletter