Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 5

จดหมายข่าวโครงการ Chevron Enjoy Science ฉบับที่ 5

บทความพิเศษ

การขับเคลื่อนโรงเรียนจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา ปี 2559  

นางสุกัญญา งามบรรจง, ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ., ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้และผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา


นโยบายรัฐบาลในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมุ่งผลิตกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ จากนโยบายดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญและเร่งการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยได้นำแนวคิด STEM Education ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งบูรณาการศาสตร์ทั้งสี่ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science)  เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และ คณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกันมากำหนดเป็นโครงการสำคัญด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามจุดเน้น 6 ยุทธศาสตร์ ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเยาวชนไทยในสถานศึกษาให้มีความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง การเตรียมพร้อมเข้าศึกษาต่อและประกอบอาชีพในศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำ โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาปี 2559  โดยได้กำหนดโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในการขับเคลื่อนตามโครงการดังกล่าว 225 เขต ทั่วประเทศ จำนวน 2,250 โรง (10 โรง/เขต)

การดำเนินการโครงการ “Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” โดยสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจสอดคล้องตามแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวข้างต้น โดยมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM Education รวมถึงการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 รวมทั้งพัฒนาศักยภาพแรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานและเกษตร เป็นต้น

โครงการ “Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง  ของโครงการประชารัฐที่ภาคเอกชนอย่างบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีความมุ่งมั่นในการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการพัฒนาการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกอย่าง Teachers College, Columbia University และสถาบันคีนันแห่งเอเซียที่มีประสบการณ์ในการบริหารโครงการทางการศึกษาร่วมกับภาครัฐมากว่าทศวรรษ ได้ผนึกกำลังกันในการใช้องค์ความรู้ที่มีงานวิจัยมารองรับเพื่อนำแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ใช้ได้ผลในหลาย ๆประเทศ และในประเทศไทย มาปรับใช้ในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิผลสูงขึ้น ด้วยการใช้สื่อการสอนที่ออกแบบมาอย่างดี กระบวนการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ การติดตามและนิเทศการจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการพี่เลี้ยงทางวิชาการและร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในกระบวนการผลิตและพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวสารโครงการ Chevron Enjoy ScienceImage 2

การจัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาด้านยานยนต์ในจังหวัดสมุทรปราการ


เพื่อตอบสนองภาระกิจของรัฐบาลไทยในการก้าวเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ โครงการ Chevron Enjoy Science ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ลงนามความร่วมมือจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” หรือ TVET Hub : Automotive เพื่อร่วมยกระดับแรงงานและเตรียมพร้อมประเทศไทยสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืนนายกรีฑา สพโชค  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยที่มีมูลค่าส่งออกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 850,000 คน   ทั้งยังเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์แห่งภูมิภาคเ

อเชียในปีพ.ศ. 2563  ขณะที่เทคโนโลยียานยนต์โลกมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วสู่เทคโนโลยีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เตรียมความพร้อมทักษะฝีมือแรงงานให้เท่าทัน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์”

นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Chevron Enjoy Science เป็นโครงการระยะยาว 5 ปี ที่มุ่งยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนาแรงงานวิชาชีพให้มีทักษะฝีมือและพื้นฐานด้านสะเต็ม ใน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน การเกษตร และไมโครอิเล็กทรอนิกส์”

“โดยปีนี้ที่ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเป็นการพัฒนาและนำหลักสูตรสะเต็มในโรงเรียนอาชีวศึกษาไปประยุกต์ใช้จริง พร้อมจัดตั้ง TVET HUB: Automotive ของกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานวิชาชีพด้านยานยนต์ให้เพียงพอและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์”

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย กล่าวเสริมว่า “คีนัน ในฐานะผู้บริหารโครงการฯ มีหน้าที่หลักในการร่วมพิจารณาและคัดเลือกหลักสูตรสะเต็มในโรงเรียนอาชีวศึกษา และสื่อการเรียนการสอน ที่เหมาะสมกับประเทศไทย พร้อมวางแผนกำหนดบทบาทการจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพแต่ละแห่งตามแผนงาน”

“ภารกิจสำคัญของ TVET HUB : Automotive  คือ พัฒนาหลักสูตรและจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะวิชาชีพให้กับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนดูแลการฝึกงานของนักศึกษากับสถานประกอบการ โดยมีสถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (Automotive Human Resource Development Academy หรือ AHRDA) ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือ 2 ส่วนสำคัญ  คือ 1. พัฒนาการศึกษาด้านสะเต็มในโรงเรียนอาชีวศึกษา ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการบุคลากรให้กับสถาบันอาชีวศึกษา และ 2. การฝึกทักษะที่จำเป็นในวิชาชีพ ร่วมกับสถาบันไทย-เยอรมัน อาทิ จัดฝึกอบรมระยะสั้นให้กับแรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น”

ทั้งนี้ตามแผนงาน 5 ปีของโครงการฯ วางเป้าหมายจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ (TVET Hub) 6 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะช่วยพัฒนาทักษะให้กับแรงงานกว่า 70,000 คน และผลิตแรงงานคุณภาพป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมได้กว่า 138,000 คน โดยปีที่ผ่านมาได้จัดตั้ง TVET Hub แห่งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมล่าสุด

กิจกรรมค่ายวิชาการ STEM for TVET Campโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ได้จัดกิจกรรมค่ายวิชาการ STEM for TVET Camp ให้กับเด็กๆ ภาคเหนือในช่วงกุมภาพันธ์ 2559  ณ สถาบันการศึกษา 4 แห่งได้แก่ รร. เชียงดาววิทยาคม รร. แม่อายวิทยาคม จ. เชียงใหม่วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย จ. เชียงราย และ วิทยาลัยเทคนิคแพร่  จ. แพร่ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้พร้อมประยุกต์ใช้ทักษะด้าน STEM ในอนาคต ซึ่งมีนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมถึง 883 คน ทั้งนี้ค่ายวิชาการฯ มีการแบ่งกิจกรรมเป็น 4 ฐานการเรียนรู้  ได้แก่ 1. Smart Dam หลักการพลังงานน้ำ 2. Smart Home & Smart Farm การออกแบบและสร้างแบบจำลองบ้านหรือฟาร์มในอนาคต 3. Smart Food Technology การออกแบบและสร้างแบบจำลองเพิ่มคุณค่าของอาหารจากการแปรรูปไข่ไก่ 4. Automotive Part การออกแบบปรับแต่งรถแข่ง


โครงการมหาวิทยาลัยเด็กแห่งประเทศไทย

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และสถาบันอุดมศึกษา 8 แห่ง โดยการสนับสนุนจากโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ได้จัดสัมมนาภายใต้โครงการ “มหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย” เรื่อง Children’s University-learning in an extracurricular learning center เมื่อวันที่ 29 และ 31 มีนาคม 2559 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยเป็นการสัมมนาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกหลักสูตรให้กับอาจารย์และวิทยากรเครือข่าย เพื่อให้ได้รับความรู้ต่างๆ อาทิ เรื่องการออกแบบการสอนวิทยาศาสตร์  ข้อแนะนำการสอนสำหรับครู โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย บีเลเฟล ประเทศเยอรมนี  เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาและจัดกิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยในอนาคต โดยหัวใจสำคัญของโครงการอยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมที่ท้าทายและน่าสนใจในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเป็นวิทยากร พร้อมทีมพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและกระตุ้นกระบวนการคิดและการเรียนรู้

ข่าวสารสะเต็มศึกษา

อิทธิพลระยะยาวจากประสบการณ์การเรียนรู้ด้านสะเต็มนอกห้องเรียนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศได้นำเอาหลักสูตรการศึกษาวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เรียนและทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มในกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะผู้หญิง จากการศึกษาล่าสุดโดยสถาบันแฟรงคลินที่เรียกว่า “อิทธิพลต่อเนื่อง : ผลกระทบระยะยาวจากประสบการณ์การเรียนรู้ด้านสะเต็มนอกห้องเรียนของเด็กผู้หญิง” โดย ดร. Dale McCreedy และ ดร. Lynn D. Dierking ได้ศึกษาประโยชน์ของอิทธิพลของหลักสูตรนอกห้องเรียนดังกล่าวกับผู้หญิงที่เคยเข้าร่วมโครงการในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสำเร็จของหลักสูตรที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงเข้าสู่สายงานวิชาชีพสะเต็มมากขึ้นจากการศึกษาด้วยวิธีการสัมภาษณ์และทำแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 174 คน ซึ่งเคยเข้าร่วมโครงการสะเต็มสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะช่วงระหว่าง 5-25 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่เกรด 9-12 พบว่า ประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการสะเต็มได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้หญิงเหล่านั้น เพราะทำให้รู้จักวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เยาว์วัย และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความทรงจำที่ชัดเจนนั้นมาจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งหลายคนบอกว่าทำให้ “รู้สึกมั่นใจมากขึ้นที่จะจัดการกับความท้าทายทางเทคนิคและการเล่นบทบาทของนักวิทยาศาสตร์”

หลักสูตรสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงพัฒนาเครือข่ายอันเป็นประโยชน์และเสนอแนวทางใหม่ในการเข้าไปมีส่วนร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ จากการเสริมสร้างเครือข่ายดังกล่าวนี้ ทำให้หลักสูตรนี้เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยในการเสาะหาโอกาสใหม่ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และอาชีพ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนี้คนหนึ่งกล่าวว่า ในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หลักสูตรนี้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิง ที่ทำให้ฉันเข้าใจถึงวิธีการเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพและเล็งเห็นโอกาสที่ผู้หญิงจะมีบทบาทในด้านวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ดร. McCreedy และ ดร. Dierking ได้พบหลักฐานบางอย่างซึ่งบ่งชี้ถึงความตึงเครียดในมุมมองที่ผู้หญิงมีต่อความสัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์ จากการสํารวจผู้หญิงจำนวนมากที่ทำงานในสายงานสะเต็มแบบดั้งเดิม พบว่าถ้าหากพวกเขาต้องทำงานในสายงานวิทยาศาสตร์ พวกเขาอยากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการ ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ที่ทำงานโดยตรงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มกลับไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือทำงานในสาขาวิทยาศาสตร์ในลักษณะแบบดั้งเดิม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะขยายมุมมองทั่วไปของอาชีพด้านสะเต็ม ทั้งนี้เพื่อสร้างให้เกิดบุคลากรมืออาชีพด้านสะเต็มให้มากและหลากหลายขึ้น

โดยภาพรวม การเข้าร่วมหลักสูตรสะเต็มศึกษานอกห้องเรียนตั้งแต่วัยเยาว์จะส่งผลอย่างมากต่อผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ โดยสัดส่วนของหญิงสาวเหล่านี้ที่ได้ศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาสาขาสะเต็มสูงถึง 53% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักเรียนในสหรัฐอเมริกามีเพียง 15% เท่านั้น นอกจากนั้น หลักสูตรนี้ยังมีความสําคัญต่อการพัฒนาผู้หญิงให้กลายเป็นผู้ประกอบอาชีพในสาขาสะเต็ม  นักเรียนรู้ และผู้ให้การสนับสนุนด้านสะเต็ม ด้วยจิตวิญญาณที่มุ่งมั่นแบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น หนึ่งในผู้เข้าร่วมกล่าวว่า หลักสูตรนี้สนับสนุนให้ฉันได้ทำงานในสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมและช่วยส่งเสริมให้้ผู้หญิงมีความต้องการที่จะทำงานในสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมมากขึ้น

แหล่งที่มา: https://www.fi.edu/sites/default/files/cascading-influences.pdf


ตั้งบอร์ด กศจ. เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา 11 โครงการ

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค โดยชี้แจงเหตุผล ในการเสนอใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และภาพรวมยุทธศาตร์ปฏิรูปการศึกษา 11 โครงการ รวมถึงบทบาทหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ประธานกรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั้งนี้ต้องรีบดำเนิน การให้ กศจ. เกิดขึ้นครบ 76 จังหวัดโดยเร็วที่สุด ส่วนกรรมการ กศจ. ซึ่งไม่ใช่ผู้แทนโดยตำแหน่ง 7 ราย แบ่งเป็นผู้แทนภาคประชาชนใน ท้องถิ่น 2 ราย ผู้แทนครูในท้องถิ่น 2 ราย และผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อย กว่า 3 ราย ได้ส่งให้ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดคัดเลือก ซึ่งจะทำงานชั่วคราว เพียง 3 เดือนเท่านั้น

โดย กศจ. ต้องขับเคลื่อนโครงการตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปการ ศึกษาทั้งสิ้น 11 โครงการได้แก่ 1. ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ 2. คืนครู สู่ห้องเรียน 3. การผลิตและพัฒนาครู อาทิ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนา ท้องถิ่น 4.8 หมื่นอัตรา ระยะเวลา 10 ปี 4. การจัดการเรียนการสอน สะเต็มศึกษาในสถานศึกษา 5. ยกระดับความรู้ภาษาอังกฤษ 6. การอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน 7. การจัดการเรียนการ สอนทวิภาคี/ทวิศึกษา 8. อาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน 9. มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยงโรงเรียน 10. โครงการประชา รัฐ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพและด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาผู้นำ 11. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารในสถานการศึกษา

แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 5 เมษายน 2559

Date

ตุลาคม 23, 2017

Category

Newsletter