Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

Blog

เชฟรอนสนุกวิทย์ เสริมทักษะแรงงานป้อน EEC

โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เดินหน้า พัฒนาศักยภาพนักศึกษาอาชีวะ ด้วยการยกระดับการเรียนการสอนในรูปแบบสะเต็มเพื่อการศึกษาสายอาชีพทางด้านเทคนิค และทักษะในศตวรรษที่ 21 ผ่าน TVET Hub มุ่งป้อนแรงงานคุณภาพสู่ 10 อุตสาหกรรมกลุ่ม S-Curve ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ

ภาคตะวันออก (EEC) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “EEC กับการพัฒนาช่างเทคนิคสู่ไทยแลนด์ 4.0” ที่จัดโดยโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ว่า “การเปลี่ยนแปลงทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยต้องก้าวตามให้ทัน เพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่ การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC คือโครงการที่ช่วย ผลักดันและหนุนเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นหลักประกันการขยายตัว ทางเศรษฐกิจต่อไป พื้นที่เป้าหมายนำร่องของโครงการประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โครงการหลักประกอบด้วยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มธุรกิจ/อุตสาหกรรม กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มเมืองใหม่”

“EEC มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางอากาศ ทางบก ทางราง ทางน้ำ แบบไร้รอยต่อ จะมีการเชื่อมโยง EEC กับนานาชาติทางอากาศ โดยการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออก มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และมีรถไฟรางคู่เชื่อมท่าเรือ แหลมฉบัง มาบตาพุด และสัตหีบ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและช่วยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งสินค้าบนท้องถนนได้ ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์พื้นที่แถวนี้ก็จะมีความเจริญเทียบเท่ากับกรุงเทพฯ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภูมิภาค เพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมใหม่ๆ สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย และยังยกระดับคุณภาพการศึกษา การสาธารณสุข และการบริการของภาครัฐ ทั้งยังช่วยจุดประกายการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ ยกระดับขีดความ สามารถในการแข่งขันด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งผลให้คนในชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น และนำไปสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย”

“การพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว ล้วนต้องการกำลังคนที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน ดังนั้นการพัฒนา ช่างเทคนิคในระดับอาชีวศึกษาจึงต้องทำควบคู่กันไป ถึงแม้จะมีแนวโน้มที่หุ่นยนต์กำลังเข้ามาทดแทนแรงงาน ระดับล่าง แต่ช่างเทคนิคยังคงต้องมีความรู้ความสามารถในการทำงานกับเครื่องจักรกลที่ทันสมัยเหล่านี้ และ

ช่างเทคนิคที่มีศักยภาพแบบนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูง ทักษะเชิงวิชาการและทักษะฝีมือขั้นสูง รวมถึงทักษะ

ใน ศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องสร้างกำลังคนให้สอดรับกัน” ดร.คณิศ กล่าวสรุป

ด้านนายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและ ผลิต จำกัด กล่าวถึงโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ว่า เป็นโครงการ ระยะยาว 5 ปี ที่ดำเนินงานด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือรูปแบบ “รัฐร่วมเอกชน” ระหว่างโครงการฯ กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนัก งานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการ แข่งขันของประเทศ ด้วยการพัฒนา “พลังคน” ผ่านการยกระดับการศึกษาในสาขาสะเต็ม ลดความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษา และพัฒนาศักยภาพแรงงาน ทั้งในระบบการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศ

“ปัจจุบัน โครงการฯ ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 5 แต่ละด้านมีความคืบหน้าด้วยดี โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพ แรงงาน ให้มีทักษะและฝีมือรองรับงานที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ด้วยการสร้างพื้นฐาน ด้านสะเต็มให้กับครูและนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษา ผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ หรือ TVET Hub” เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนกลางดำเนินงาน โดยปัจจุบันมีการจัดตั้งเรียบร้อยแล้ว 6 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการฯ เราเชื่อว่า TVET จะมีบทบาทสำคัญต่อการปลดล็อคการเติบโตทาเศรษฐกิจ และสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้”

“โครงการ Enjoy Science เชื่อมโยงการศึกษาวิชาชีพในสถานศึกษาเข้ากับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเทคนิคและทักษะด้านสะเต็มให้กับแรงงาน และเพิ่มโอกาสด้านอาชีพให้กับนักศึกษา โดย มุ่งเน้นในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมพลังงาน อีกทั้งโครงการฯ ยังส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 อาทิ การรู้จักคิด วิเคราะห์ การตั้ง คำถาม และกล้าแสดงออก ให้กับนักศึกษาอาชีวะที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตต่อไป การบูรณาการ ของสะเต็มจำเป็นต้องวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

“ปัจจุบัน นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการที่ ประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 สอดรับตามเทรนด์อุตสาหกรรมโลก หนึ่งในโครงการสำคัญ

ภายใต้นโยบายดังกล่าว คือ โครงการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยมุ่งเน้นพัฒนา 10 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งรวมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ยังต้องการกำลังคนสาขาอาชีวะและช่างเทคนิคเป็น จำนวนมาก เพื่อช่วยขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย”

“จากข้อมูลเปรียบเทียบความต้องการแรงงานอาชีวศึกษา และจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาใน 3 จังหวัดพื้นที่เขต ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่จัดทำโดยศูนย์ประสานงาน EEC พบว่า จากการคาดการณ์ระหว่างปี 2560-2564 มีจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาน้อยกว่าความต้องการแรงงานอาชีวศึกษาในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการแรงงานอาชีวศึกษาในอุตสาหกรรมกลุ่ม S-Curve ใน 3 จังหวัด พื้นที่ EEC โดยอันดับหนึ่งของชลบุรี คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน ของระยอง คือ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม และฉะเชิงเทรา คือ นวัตกรรมทางอาหาร เกษตรแปรรูป และแปรรูปอาหารเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่โครงการ Enjoy Science มุ่งเน้นพัฒนาทักษะให้กับนักศึกษาอาชีวะและช่างเทคนิคใน โครงการฯ การสัมมนาวิชาการที่มุ่งเน้นด้านคลัสเตอร์โลจิสติกทางทะเล ทางอากาศ และทางบกที่มีมูลค่ากว่า 30,0000 ล้านบาทต่อปี ในครั้งนี้ จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจในทิศทางการพัฒนาช่างเทคนิค ของไทยให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เพื่อ เตรียมความพร้อมรับกับการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก และนำไปสู่ความยั่งยืนทางด้าน เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต”  นายอาทิตย์ กล่าวปิดท้าย

ด้าน นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ในฐานะผู้ดูแลโครงการฯ กล่าวว่า “สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงาน TVET Hub ในพื้นที่ EEC นั้น โครงการฯได้พัฒนาครูวิทยาศาสตร์และครูคณิตศาสตร์จากวิทยาลัยสังกัดอาชีวศึกษาในเครือข่ายทั้ง 6 แห่ง ผ่านกระบวนการฝึกอบรมและกระบวนการเยี่ยมชั้นเรียนพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบสะเต็ม เพื่อการศึกษาสายอาชีพทางด้านเทคนิค (STEM FOR TVET)  พร้อมให้ครูได้เรียนรู้ผ่านการดูงานด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกทางทะเล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้ครูได้เข้าใจทักษะด้านช่างเทคนิค และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เพื่อนำไปพัฒนาช่างเทคนิครุ่นใหม่ให้มีทักษะ และองค์ความรู้ตรงตามความต้องการของแต่ละภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งได้เรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะที่สอนในห้องเรียนในโลกแห่งการทำงานจริง เพื่อให้ช่างเทคนิครุ่น่ใหม่มีความพร้อมในการทำงานได้ทันทีภายหลังจบการศึกษา

No Comments

Post a Comment